Categories
Uncategorized

11.11 เพาเวอร์บาย สุดยอดโปรโมชั่นแห่งปี

11.11 เพาเวอร์บาย สุดยอดโปรโมชั่นแห่งปี Double mega sale การตลาดที่ทุกคนถามหา โอกาสจากกลุ่มธุรกิจที่ปกติแล้วจัดงานไมซ์ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมองค์กรและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล กลุ่มนี้จะต้องหันกลับมาเลือกจุดหมายปลายทางในประเทศแทนการเดินทางไปต่างประเทศทั้งหมด หมายความว่างบประมาณด้านการตลาดมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทจะกลับมาสู่จุดหมายปลายทางในประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้ผู้จัดงานต้องพิจารณาเลือกจุดหมายปลายทางในประเทศที่ดึงดูดใจมากขึ้นกว่าเดิม

อย่างเช่น การเดินทางเพื่อเป็นรางวัลสำหรับพนักงานที่มีผลงานยอดเยี่ยมหรือการตอบแทนลูกค้าที่มียอดขายสูง ซึ่งผู้จัดงานมักมองหาประสบการณ์พิเศษในต่างประเทศ เมื่อต้องเลือกจุดหมายปลายทางในประเทศ ความเหนือระดับ ช่วงเวลาที่น่าประทับใจ หรือการนำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ จะกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการพิจารณา เช่น จุดหมายปลายทางที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก กิจกรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่นนั้น หรือการบริการที่ยกระดับเป็นพรีเมียมและเกิดขึ้นเฉพาะช่วงเวลาเท่านั้น

11.11 เพาเวอร์บาย

ทั้งนี้ ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่เกิดขึ้น ธุรกิจควรลองเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ ใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ให้ Personalisation, Localisation และ Festivalisation ที่เราเคยนำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้น่าประทับใจให้ธุรกิจคุณมากขึ้น นำเสนอโปรให้น่าสนใจ อาทิ 11.11 เพาเวอร์บาย

ตลาดระยะใกล้: ถึงเวลาคุยกับเพื่อนบ้าน

เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เราจะเริ่มเห็นการกลับมาของตลาดในประเทศเป็นอันดับแรก และค่อยขยับเป็นตลาดระยะใกล้ในภูมิภาคต่อไป เนื่องจากนักเดินทางส่วนมากไม่อยากใช้เวลาบนเครื่องบินนาน ๆ กลุ่มตลาดที่บินไม่เกิน 3 – 4  ชั่วโมง น่าจะเป็นตลาดแรก ๆ ที่กลับมา และหากพิจารณาตัวเลขผู้ติดเชื้อและการรับมือสถานการณ์ระบาดของโรค จะเห็นว่าประเทศในกลุ่ม CLMV ASEAN และตลาดใกล้ ๆ อย่างไต้หวัน ฮ่องกง เป็นกลุ่มที่รับมือได้ดี ตัวเลขการติดเชื้อไม่สูง และควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นโอกาสของไมซ์ไทยที่ควรจะมุ่งเจาะตลาดโดยการสร้างเครือข่ายกับตัวแทนที่ทำตลาดในประเทศเหล่านี้ ซึ่งมีความสนใจ และความต้องการที่แตกต่างกันไป อาทิ

กลุ่ม CLMV สนใจการสร้างเครือข่ายกับธุรกิจในประเทศไทยและน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจของนักจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ ขณะเดียวกันกลุ่มนักเดินทางธุรกิจและครอบครัวที่เดินทางมาร่วมงานไมซ์ในปีที่ผ่านมา แม้ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเล็กไม่ถึง 20 คน แต่ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงที่สุด ชื่นชอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความลักซูรี่อย่างมาก

– กลุ่มมาเลเซียและสิงค์โปร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าซื้อซ้ำ (Repeat Customers) มองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ จึงควรดึงดูดด้วยผลิตภัณฑ์และบริการผ่านการเล่าใหม่ ๆ หรือแม้แต่จุดหมายปลายทางใหม่ ๆ เช่น เมืองรองในภูมิภาคของไทย – ลูกค้าไต้หวัน เป็นกลุ่มลูกค้าซึ่งเดิมมีเที่ยวบินตรงมายังหลายเมืองนอกเหนือจากกรุงเทพฯ สะท้อนถึงความต้องการที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ในประเทศไทย รวมถึงยังมีบริษัทตัวแทนที่รู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี จึงเป็นโอกาสที่ดีของเมืองไมซ์ในภูมิภาคในการดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้

นอกจากนี้ต้องเช็คว่าช่องทางของเรานั้นมีเครื่องมือตัวอื่นเสริมอยู่ด้วยหรือไม่ เช่น มีระบบชำระเงินหรือยัง ลูกค้ากดจ่ายเงินได้ไหม โอนเงินสดหรือตัดบัตรเครดิตได้ไหม หากสินค้ามีราคาแพง ลูกค้าสามารถผ่อนชำระออนไลน์ได้หรือไม่ เมื่อลูกค้าจ่ายเงินมาแล้วจะจัดส่งอย่างไร มีระบบเชื่อต่อกับระบบขนส่งหรือไม่ ฯลฯ เหล่านี้จำเป็นต้องคิดทั้งหมดและติดตั้งเครื่องมือช่วยเหล่านี้เข้าไปให้ครบ

เมื่อช่องทางการขายพร้อม จึงเริ่มมาทำการตลาด คือเริ่มทำการประชาสัมพันธ์ ดึงคนเข้ามาในช่องทางที่เราสร้างเอาไว้ เครื่องมือออนไลน์เดี๋ยวนี้สามารถหาพวกเขาเจอได้ไม่ยาก ถึงเวลาทำการตลาดก็มาดูเรื่องของกลยุทธ์ว่าต้องทำอย่างไร จะพูดอะไร จะเตรียมเนื้อหาอย่างไร ใช้ภาพแบบไหน จะดึงเขามาที่หน้าเว็บเรา หรือดึงเข้ามาแชทกับเราทางเฟซบุ๊กหรือไลน์ของเรา หรือเข้ามาในเว็บให้ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้แล้วติดต่อกลับไปหาเขา ฯลฯ

Categories
Uncategorized

AirPods Pro รีวิว ทุกอย่างที่ควรจะเป็น!

Air Pods Pro รีวิว ทุกอย่างที่ควรจะเป็น! Air Pods Generation ใหม่ควรจะเป็น คุณภาพเสียงเพลง คุณภาพเสียงคุย ระบบฟังเสียงภายนอก ปุ่มควบคุม ขนาด ความพอดีหู ความรู้สึกมั่นคงเวลาใส่ และความสบายเมื่อใส่เป็นระยะเวลานาน ชาร์จด้วยสาย Lightning และกล่องรองรับ Wireless Charging เป็นมาตรฐาน

AirPods Pro รีวิว

คุณภาพเสียง เชื่อว่า Apple คงได้ know-how มาจาก Beats บ้าง และไม่พลาดที่จะนำบทเรียนจาก Apple In-Ear Headphones รุ่นบรรพบุรุษมาปรับปรุง ดังนั้นด้วยเงิน วิศวกร ระดับของสินค้า และการที่มี Beats มา Share Knowledge ด้วยนั้น ทำให้ AirPods Pro เป็น True Wireless แบบ In-ear ให้เสียงที่รายละเอียดครบถ้วน Stage เสียงดีขึ้นไม่ด้อยไปกว่าหู UIEM (Universal In-ear Monitor) ระดับราคาเดียวกันในท้องตลาด มาพร้อมเสียงเบสทุ้มที่อยู่ในจุดสมดุลมากสำหรับผู้เขียนเลยทีเดียว ตอบสนองครบอย่างมีมิติ ไม่บวมไม่ย้วย และไม่เบียดพี่กลางและน้องแหลมให้เสียอารมณ์ ถือว่าขัดเกลามาได้ดี

ระบบรับฟังเสียงภายนอก (Transparency Mode) ผู้เขียนมองว่าเป็นระบบที่ Underrated มากที่สุดอย่างหนึ่งของ AirPods Pro รีวิว แบบไม่อ่อนข้อ จะของกล่าวถึงจุดอ่อนของหูฟังแบบ In-ear headphones มีคุณสมบัติมาตรฐานของมันก็คือขณะที่เราใส่หูอยู่ จุกแบบยางซิลิโคน โฟม หรือพลาสติก จะเข้าไปยัดอยู่ในหูเพื่อซีลไม่ให้เสียงภายในออกมาและไม่ให้เสียงภายนอกเล็ดลอดเข้าไป เพื่อแลกกับคุณภาพและรายละเอียดของเสียงเพลงที่เราได้ยิน ดังนั้นเวลาเราจะฟังเสียงภายนอก หรือคนที่แวะมาคุยกับเรา เราต้องขอโทษเขา แล้วดึงหูฟังออกจากหูก่อน

ขนาดของตัวหูฟัง การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของ AirPods เมื่อเทียบกับ AirPods Pro รีวิว คือขาของหูฟังที่สั้นลง และหัวที่อวบขึ้น ทำให้สำหรับคนผมสั้น เวลาใส่หูฟังแล้วจะไม่โดดเด่นเท่าขาของ AirPods รุ่นเดิม หรือที่ผู้เขียนเรียกว่า smaller footprint

หากคุณเป็นคนหูเล็กกว่าปกติ และมีปัญหากับการใส่ EarPods, AirPods และหูฟังในท้องตลาดมาโดยตลอด ผมเกรงว่า AirPods Pro จะยังไม่ได้แก้ไขปัญหานี้ครับ ต้องรบกวนให้แวะตัวแทนจำหน่ายเพื่อทดลองสวมใส่ หรือสั่งซื้อจาก Apple เพื่อให้สามารถส่งสินค้าคืนได้ในกรณีที่หูฟังเข้ากับหูไม่ได้

จากการทดสอบใช้งานตลอดทั้งช่วงเย็นของวันที่เขียน เดินไป-มาอย่างต่อเนื่อง พบว่าแม้เหงื่อจะออกค่อนข้างมากจนไหลจากศีรษะลงมาที่หู แต่ AirPods Pro ยังไม่แสดงอาการว่าจะหลวม ขยับ เคลื่อน เลื่อน หลุด แต่อย่างใด เนื่องจาก Ear Tip ที่นอกจากจะซีลหูได้ดีโดยไม่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดแล้วหูฟังยังผ่านการทดสอบการทนน้ำระดับ IPX4 ด้วย จึงไม่ต้องกลัวเหงื่อเข้าไปโดนระบบหรือลำโพงนะครับ เคสนี้ใส่วิ่ง Outdoor Run ก็ไม่น่าจะต้องกังวลแหละ

ใส่นานหลายชั่วโมงก็ยังสบาย ตั้งแต่ที่ได้หูฟังมาทดสอบ ผู้เขียนใส่ Air-Pods Pro ไว้ทั้งสองข้างต่อเนื่องนานกว่าสองชั่วโมง โดยขณะที่ใช้ชีวิตประจำวัน เราก็ใส่ค้างไว้ตลอด พร้อมกับเปิดใช้ Transparency Mode โดยไม่เปิดเพลง พบว่านานเข้าก็เกือบลืมไปเลยว่าใส่หูฟังอยู่ ส่วนหนึ่งเพราะปลายซิลิโคนแบบบางนิ่ม และเพราะระบบระบายอากาศ Air Vent ที่ช่วยให้ความดันในหูสมดุลไม่อึดอัดเหมือนใส่หู In-Ear ทั่วไปที่ซีลหูจนสนิท

Categories
Uncategorized

AirPods Pro ฟีเจอร์ใหม่ที่น่ามอง!

AirPods Pro เป็นหูฟัง True Wireless ที่ Apple เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งระบบตัดเสียงและการวิเคราะห์จุกยางว่าแน่นหรือหลวมไปสำหรับหูของเราหรือไม่ เสียงถูกปรับจูนให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนอย่างสัมผัสได้ ซึ่งสื่อชั้นนำต่าง ๆ เห็นเป็นทิศทางเดียวกันว่าถ้ามีแผนจะซื้อ Air-Pods อยู่แล้ว รุ่น Pro นับเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี อย่างไรก็ตาม Air-Pods-Pro ก็ยังมีข้อด้อยอยู่เช่นกัน

AirPods Pro

ดีไซน์ที่ควรเรียกว่ารุ่นใหม่ รูปลักษณ์ของ Air-Pods-Pro ถือว่าดีไซน์ใหม่หมด หัวจุยางฟิตเข้าหูได้ง่าย ไม่ต้องกลัวหล่นแบบ Air-Pods 2 และเพิ่มการกันน้ำระดับ IPX4 CNET เห็นว่าการปรับดีไซน์และการกันน้ำช่วยอำนวยความสะดวกตอนออกกำลังกายในยิมหรือในชีวิตประจำวันที่ต้องวิ่งขึ้นลงรถเมล์ได้ดีมาก

ภายในกล่องของAir-Pods-Pro มีสายแปลง Lightning to USB-C แต่ไม่มีปลั๊กแถมมา, เคสใส่หูฟังรองรับการชาร์จไร้สายผ่านมาตรฐาน Qi ถ้าระบบแจ้งว่าจุกยางไม่เข้ากับขนาดช่องหู แอปเปิลมีจุกยางให้ปรับเลือกได้ 3 ขนาด ทั้งเล็ก, กลาง, ใหญ่ ถ้าทำหายยังซื้อใหม่ได้ในราคา 4 ดอลลาร์หรือราว 120 บาท ถือว่าไม่แพงนัก เพียงแต่จุกยางของ Air-Pods-Pro เป็นจุกยางเฉพาะที่ต้องซื้อกับแอปเปิลเท่านั้น นำจุกหูฟังของรุ่นอื่นมาใส่แทนไม่ได้

ที่หน้าสเปคของแอปเปิลระบุว่า ก้านหูฟัง Air-Pods-Pro สั้นกว่า AirPods 2 โดยลดจาก 40.5 มิลลิเมตร เหลือ 30.9 มิลลิเมตร และก้านติดตั้ง Touch Sensor ไว้ ทำให้ควบคุม Air-Pods Pro ด้วยการบีบที่ก้านได้

ในหน้าสเปค แอปเปิลแจงวิธีใช้ไว้ว่าถ้าเราบีบเร็ว ๆ หนึ่งทีเป็นการเล่น/หยุดเพลงหรือรับสาย, บีบสองที ข้ามไปเพลงต่อไป บีบสามทีเพื่อเล่นเพลงก่อนหน้า ถ้าบีบค้างเอาไว้ เป็นคำสั่งสลับโหมดตัดเสียงรบกวน (noise-cancelling) กับโหมดเปิดให้เสียงรอบข้างเข้ามา (transparency) นับเป็นลูกเล่นที่ดี ทว่าหลาย ๆ สื่ออยากให้แอปเปิลช่วยเพิ่มคำสั่งเพิ่มลดเสียงเข้ามาด้วยจะเยี่ยมมาก

ลองใช้งานจริง: เสียงและระบบตัดเสียงรบกวน (noise-cancelling) ที่ดีขึ้น

ถ้าเอาเสียงของ Ai-rPods 2 เป็นตัวตั้ง เสียงเบสของรุ่น Pro ดีขึ้น, เนื้อเสียงแน่นและชัดเจนแต่ไม่เยอะหรือกระแทกแบบ Beats รุ่น Powerbeats Pro นอกจากนี้ Adaptive EQ ที่เป็นฟีเจอร์ปรับจูนเพลงให้เข้ากับทรงหูของเราโดยอัตโนมัติ ช่วยให้เสียงของ Air-Pods Pro ดีกว่าเดิมและใช้ฟังเพลงได้หลายแนวยิ่งขึ้น แต่ Adaptive EQ จะทำงานต่อเมื่อเปิดโหมด noise-cancelling อยู่เท่านั้น ถ้าเปิดโหมดให้เสียงรอบข้างเข้ามาจะไม่ทำงาน

ในโหมด transparency ที่เปิดให้เสียงภายนอกเข้าได้ The Verge ยอมรับว่าช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น โดยเสียงที่เข้ามาจะเป็นแบบช่วงสั้น ๆ เช่นเสียงประกาศของสนามบินหรือรถไฟฟ้า ช่วยให้ไม่พลาดประกาศสำคัญ ส่วน Android Authority บอกว่าโหมด transparency ใช้กับระบบ Android ได้ด้วย แต่ต้องไปเลือกในคำสั่ง Bluetooth เอง

โหมด noise-cancelling ของ Air-Pods-Pro จัดว่าทำงานได้ดีในบริบทชีวิตประจำวัน เสียงรบกวนทั่ว ๆ ไปเช่น เสียงคุยของคนรอบข้าง, เสียงดังในร้านกาแฟและเสียงของรถไฟใต้ดินก็ตัดได้ แต่ไม่ถึงขั้น Sony WF-1000XM3 ที่ SoundGuys ยกให้เป็นหูฟัง True Wireless ที่ตัดเสียงได้ดีสุด

ราคาระดับนี้ยังมีคู่แข่งที่เสียงดีกว่า การตั้งราคา Air-Pods-Pro ไว้ที่ 249 ดอลลาร์ (ราคาไทย 9,490 บาท) ทำให้สื่อต่างประเทศนำไปเปรียบกับหูฟัง True Wireless ราคาใกล้เคียงกันหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Sony หรือ Beats ที่อยู่ในเครือเดียวกัน ว่าดีหรือด้อยกว่าอย่างไรบ้าง

CNET คิดว่าถ้าเทียบกับ Sony WF-1000XM3 ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงของ Air-Pods Pro และเปิดราคามาแค่ 229.99 ดอลลาร์ (ราคาไทยที่ 8,990 บาท) ฝั่ง Sony ชนะเรื่องเสียงที่แน่น, เคลียร์และนุ่มนวลกว่า ระบบตัดเสียงยังทำได้ดีกว่าด้วย แถมฟังต่อเนื่องนาน ๆ ได้สบาย แบตเตอรียังใช้ได้นานกว่า โดย AirPods-Pro ที่ CNET ทดสอบใช้งานได้เพียง 4 ชั่วโมงครึ่ง (เปิดเสียงดังราว 70%) ขณะที่ Sony ได้ถึง 6 ชั่วโมง โดย Sony แพ้ AirPods Pro เพียงเรื่องเดียวคือตอนใช้คุยโทรศัพท์ที่ Air-Pods ให้เสียงที่ดีกว่า

หากเทียบกับ Powerbeats Pro จาก Beats ที่อยู่ในเครือแอปเปิลด้วยกัน มีราคาถูกกว่าคือ 199.95 ดอลลาร์ (ราคาไทย 8,900 บาท) Powerbeats Pro ชนะที่เรื่องแบตเตอรีใช้ได้นานสุด 9 ชั่วโมง มีชิป Apple H1 เหมือนกัน เชื่อมต่อกับอุปกรณ์แอปเปิลชิ้นอื่นได้สะดวกเท่ากัน ส่วนประเด็นเสียงเบสที่หนักเป็นเอกลักษณ์ของ Powerbeats Pro ก็ต้องอยู่ที่รสนิยมของคนใช้ว่าชอบหรือไม่ชอบ

ข้อเสียของ Beats คือเคสยังใหญ่เทอะทะกว่า สรุป: ดีกว่ารุ่นก่อนชัดเจน แต่เทียบแล้วยังด้อยกว่าคู่แข่งบางเรื่อง จุดแข็งของ AirPods-Proคือ เนื้อเสียงและระบบตัดเสียงที่ดีกว่า Air-Pods 2 อย่างชัดเจน ถ้าใครกำลังจะซื้อ Air-Pods อยู่และสามารถจ่ายเงินเพิ่มอีก 2,000 บาทเพื่อเปลี่ยนจาก Air-Pods 2 ราคา 7,490 บาท มาเป็น AirPods Pro ราคา 9,490 บาท ได้ก็นับว่าคุ้มลงทุน

Categories
Uncategorized

ipad ราคาเท่าไหร่ ไม่มีหวั่น

ไม่ว่าคุณจะกำลังตัดสินใจซื้อ แท็บเล็ตระดับพรีเมียม อย่าง iPad Pro ที่มีความเร็วและความสามารถเหมือนกับคอมพิวเตอร์ หรือ แท็บเล็ตรุ่นที่เล็กลงมา อย่าง iPad Air และ iPad Mini ที่มีให้เลือกหลากหลายขนาด ความเร็ว ความจุ และสเปคการใช้งาน วันนี้เรามีข้อมูลของ ipad ราคา ต่างๆ มารีวิวให้คุณพิจาณาก่อนเลือกซื้อ

ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักกับ ipad ราคา ต่างๆ ในแต่ละตัวกันก่อน คุณรู้หรือไม่ว่า Apple ได้มีการแบ่งกลุ่ม iPad ออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ซึ่ง iPad แต่ละกลุ่มนั้น ก็จะถูกออกแบบให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานของผู้ใช้มากที่สุด ทำให้คุณมีตัวเลือกมากขึ้น และนั้นทำให้ iPad สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในทุกระดับ ทั้งนักเรียน นักศึกษา รวมไปถึงกลุ่มคนทำงาน โดยทั้ง 4 กลุ่ม มีดังนี้

1. Apple iPad mini เป็น iPad น้องเล็กสุดในรุ่น ซึ่งจะมีขนาดไม่ใหญ่มากจนเกินไป เหมาะสำหรับการพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกที่สุดจาก iPad ทุกรุ่น เหมาะสำหรับ ดูหนัง เล่นเกม จดโน๊ต หรือท่องอินเตอร์เน็ตทั่ว ๆ ไป เหมาะสำหรับ : คนที่ชอบพกพาไปไหนมาไหน

2. Apple iPad เป็น iPad หน้าจอขนาด 10.2 นิ้ว ที่มีราคาประหยัดมาก มีการรองรับทั้ง Apple Pencil อีกด้วย สำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป ทั้ง ดูหนัง เล่นเกม จดโน๊ต หรือท่องอินเตอร์เน็ต แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ อาจจะพกพาได้ลำบาก หากคุณไม่มีประเป๋า เหมาะสำหรับ : คนที่ต้องการใช้งานฟังก์ชั่นพื้นฐานเท่านั้น

3. Apple iPad Air เป็น iPad รุ่นที่มีการลดสเปคมาจาก iPad Pro โดยยังมีฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่คล้าย ๆ กัน และมีตัดออกไปบางส่วน แต่ยังคงรองรับการใช้งาน Apple Pencil และ Smart Keyboard ด้วยสเปคที่ลง จึงทำให้มีราคาที่ประหยัดขึ้นด้วย โดยในรุ่นนี้นอกจากการใช้งานทั่ว ๆ ไปแล้ว คุณสามารถใช้งานในส่วนกราฟฟิกได้มากขึ้น อาทิ การตัดต่อไฟล์วีดีโอ ขนาดไม่ใหม่มาก เป็นต้น เหมาะสำหรับ : คนที่ต้องการนำไปใช้ทำงานแทนคอมพิวเตอร์

4. Apple iPad Pro  เป็น iPad รุ่นที่สวยที่สุด แรงที่สุด และแพงที่สุดด้วย มีสเปคจัดเต็มในทุก ๆ ด้าน มาพร้อมหน้าจอที่ให้สีตรงเป๊ะไม่ผิดเพี้ยน และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยให้การใช้งานกราฟฟิกได้เต็มประสิทธิภาพ ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ทำงานด้านกราฟฟิคเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถตัดต่อ แต่งภาพ ได้สบาย ๆ และด้วยหน้าจอที่มีให้เลือก 2 ขนาด ทั้ง 11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว ขนาดใหญ่จุใจ ช่วยเพิ่มพื้นที่การทำงานได้เป้นอย่างดี อีกทั้งยังรองรับ Apple Pencil Gen 2 ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นจากตัวเดิม ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ Apple iPad Pro ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับ : คนที่ต้องการนำไปใช้ทำงานแทนคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะด้านกราฟฟิก

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ iPad 6 หรือ iPad 2018 รุ่นเริ่มต้นสุดของ Apple ก็เริ่มมาพร้อมกับราคาที่เอื้อมถึงได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวเก่าอย่าง Apple A10 และยังคงใช้เรื่อยมาจนถึง iPad 10.2 หรือ iPad 7 แต่ก็ยังดีที่ทำให้รองรับการใช้งานร่วมกับปากกาทำให้เกิด Prodcitivity ที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิมได้ แต่หากใครกำลังมีแผนที่จะซื้อ iPad 10.2 ในเร็ว ๆ นี้ก็แนะนำให้อ่านข่าวนี้ก่อน

Ming Chi-Kuo สายข่าวลือเจ้าประจำของ Apple รายงานว่า “iPad” รุ่นใหม่จะมีหน้าจอขนาด 10.8 นิ้ว ขยายเพิ่มจาก 10.2 นิ้ว โดยคาดว่า Apple จะวางแผนการทำตลาดในลักษณะเดียวกันกับ iPhone SE คือทำชิปประมวลผลให้แรงเอาไว้ก่อน แถมยังมีรายงานจาก @L0vetodream ระบุว่า iPad 2020 จะมาพร้อมกับชิปประมวลผล Apple A12 ที่ถูกใช้ใน iPad Air 3 และ iPad mini 5 รวมถึง iPhone XS ซีรีส์อีกด้วย

ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าการเพิ่มขนาดหน้าจอจาก 10.2 นิ้วไปเป็น 10.8 นิ้วนั้น จะต้องเพิ่มขนาดของตัวเครื่องไปด้วยหรือไม่ หรือขนาดของขอบหน้าจอลงเพื่อขยายเฉพาะส่วนของการแสดงผลอย่างเดียว

Categories
Uncategorized

jbl flip 4 ราคาล่าสุดที่ต้องหันมอง!

jbl flip 4 ราคาล่าสุด ที่ต้องหันมอง! สำหรับคนที่ต้อง work from home ทำงานอยู่ที่บ้าน เสียงเพลงที่เปิดเบาๆ ขณะทำงานก็ช่วยคลายเหงาไปได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเรามีไอเทมดีไซน์เก๋สะดุดตาที่ใช้ในการฟังเพลง อย่างเช่น ลำโพงบลูทูธน้องหมาเต้นดุ๊กดิ๊กได้ด้วยขณะฟังเพลง ก็ช่วยสร้างสีสันคลายเหงาขณะทำงานได้มากเลยทีเดียว เดี๋ยวเรามาส่องกันดีกว่า ลำโพงบลูทูธ เก๋ๆ ดีไซน์สวย ที่มีฟังก์ชั่นลูกเล่นมากกว่าลำโพงธรรรมดาๆ มีแบบไหนบ้าง เพื่อนจะได้ลองหาซื้อเอาไปลองใช้ดูบ้าง เริ่มเลยดีกว่า

ลำโพงพกพาทรงพลัง

jbl flip 4 ราคาล่าสุด น่าซื้อมาก Flip 4 เป็นรุ่นต่อไปในซีรี่ส์ Flip ที่ได้รับรางวัลให้เป็นลำโพงบลูทูธแบบพกพาที่ให้เสียงสเตอริโอทรงพลังอย่างน่าประหลาดใจ ลำโพงขนาดกะทัดรัดนี้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ Li-ion แบบชาร์จได้ขนาด 3000mAh ซึ่งให้เวลาเล่นเพลงต่อเนื่องและคุณภาพสูงนานถึง 12 ชั่วโมง วัสดุที่ทนทานและกันน้ำได้มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี

jbl flip 4 ราคาล่าสุด

Flip 4 เป็นลำโพงที่เหมาะกับทุกสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังมีระบบตัดเสียงรบกวนในตัวเพื่อให้ได้เสียงสนทนาที่คมชัดและเทคโนโลยี JBL Connect + ที่สามารถเชื่อมต่อ แบบไร้สาย ใช้งานง่ายเพียงแค่กดปุ่มคุณก็สามารถเปิดใช้งานและพูดคุยกับ Siri หรือ Google Now จาก JBL Flip 4 ได้ทันที

ลำโพงบลูทูธน้องหมาเต้นดุ๊กดิ๊ก

เป็นไอเทมฮอตฮิตตัวแรกที่เราอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ช้อปเลย ด้วยความที่หน้าตาน่ารัก ถึงตัวเล็กแต่เสียงดีใช้ได้เลย ด้วยน้ำหนักที่เบาจึงทำให้ สะดวกในการพกพาเอาไปใช้งานในที่ต่างๆ ได้ง่ายอีกด้วย ตัวลำโพงรองรับการเปิดเพลงผ่านบลูทูธจากโทรศัพท์มือถือทั้งในระบบ iOS และ Android  และเมื่อเปิดเพลง เจ้าหมาน้อยก็จะเริ่มส่ายสะโพกท่าทางกวนๆ ตามจังหวะเพลง ทำให้การฟังเพลงเพลินและสนุกขึ้น ถ้ากลัวน้องหมาเต้นเหนื่อย ก็สามารถกดปุ่มให้น้องหมาหยุดเต้นได้ น่ารักเต้นกวนๆ ของเจ้าน้องหมา เอาไปตั้งประดับโต๊ะก็คุ้มในราคาไม่แรง

ลำโพงบลูทูธกระถางต้นไม้

ถึงจะดูแปลกแต่ก็ดูกรีนรักษ์โลกไปอีกแบบ เมื่อลำโพงธรรมดาๆ กลายเป็นลำโพงที่ไม่ธรรมดาอีกต่อไป แต่มันยังทำหน้าที่เป็นกระถางต้นไม้ได้อีกด้วย ด้วยความสามารถในการทำงานได้ 2 ฟังก์ชั่น แบบ 2 in 1 คือ นอกจากจะใช้ฟังเพลงตามปกติเหมือนลำโพงธรรมดาๆ ทั่วไป แต่อีกฟังก์ชั่นที่เหนือกว่าลำโพงปกติ ก็คือ ยังใช้ปลูกต้นไม้ได้จริงๆ อีกด้วย ส่วนสเปคอื่นๆ ก็เหมือนกับลำโพงบลูทูธทั่วๆ ไป สามารถเชื่อมต่อบลูทูธกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ ทั้งสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ทำให้สะดวกในการใช้งานไม่มีสายต่อเกะกะ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เจ๋งๆ อีกอย่างหนึ่งเพิ่มเติมมา คือ มีระบบ touch sensor เวลาที่เราสัมผัสกับกระถางต้นไม้ก็จะมีเสียงเปียโนออกมาพร้อมกับแสงไฟวิบแวบตามจังหวะ ช่วยเติมสีสันและความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

ลำโพงบลูทูธ แบบกันน้ำ

ลดข้อจำกัดในการใช้งาน เพิ่มความสุขด้วยเสียงเพลงได้ทุกที่ทุกเวลา แม้กระทั่งในห้องน้ำ ด้วยลำโพงบลูทูธแบบกันน้ำ สามารถนำไปใช้งานในห้องน้ำได้ ที่ด้านหลังของตัวลำโพงจะมีฐานแผ่นยางสูญญากาศสามารถยึดเกาะกับผนัง หรือพื้นผิวเรียบอื่นๆ ได้ สเปคเด่นๆ ของเจ้าลำโพงตัวนี้ ความสามารถในการเชื่อมต่อกับสมาร์โฟนได้ผ่านบลูทูธได้ไกลถึง 10 เมตร ใช้งานได้ทั้ง Android & iOS กันน้ำได้ระดับ IPX4 มีโหมด Hands-Free เมื่อมีสายโทรศัพท์เข้า จะมีเสียงเรียกที่เครื่อง ถ้าต้องการรับสาย ให้กดปุ่ม “รูปโทรศัพท์” และถ้าต้องการวางสายโทรศัพท์ ให้กดปุ่ม “รูปโทรศัพท์” อีกครั้ง จึงทำให้สะดวกมากขึ้นเมื่อใช้ต่อกับสาร์ทโฟน

Categories
Uncategorized

เทส ..เช็ค..Jbl flip 4 ไปต่อ!

ช่วงนี้เทรนด์การฟังเพลงกำลังมาแรงเนื่องด้วยความเข้าถึงเพลงได้ง่ายขึ้นมาก จากการเข้ามาเทคโนโลยีสตรีมมิ่งที่ทำให้การฟังทุกเพลงบนโลกนี้ได้อย่างถูกกฎหมายและถูกลงมากด้วย! แน่นอนว่าลำโพงบลูทูธคืออุปกรณ์เสริมไร้สาย ที่ทำให้คุณฟังเพลงได้ทุกที่โดยไม่มีสายระโยงระยางเหมือนหูฟัง ที่สำคัญยังแชร์เสียงเพลงนั้นไปได้รอบๆ พื้นที่ ทั้งในห้องน้ำ ดาดฟ้า ระเบียงบ้าน หรือพกติดตัวไปสร้างจังหวะเสียงเวลาไปทริปกับเพื่อน ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ไม่ยาก เช่น jbl flip 4 Sony XB40 และอื่นๆ ทีนี้ ไปดูรายละเอียดกันดีกว่า!

1. jbl flip 4 เป็นรุ่นต่อไปในซีรี่ส์ Flip ที่ได้รับรางวัลให้เป็นลำโพงบลูทูธแบบพกพาที่ให้เสียงสเตอริโอทรงพลังอย่างน่าประหลาดใจ ลำโพงขนาดกะทัดรัดนี้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ Li-ion แบบชาร์จได้ขนาด 3000mAh ซึ่งให้เวลาเล่นเพลงต่อเนื่องและคุณภาพสูงนานถึง 12 ชั่วโมง วัสดุที่ทนทานและกันน้ำได้มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี

Flip 4 เป็นลำโพงที่เหมาะกับทุกสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังมีระบบตัดเสียงรบกวนในตัวเพื่อให้ได้เสียงสนทนาที่คมชัดและเทคโนโลยี JBL Connect + ที่สามารถเชื่อมต่อ แบบไร้สาย ใช้งานง่ายเพียงแค่กดปุ่มคุณก็สามารถเปิดใช้งานและพูดคุยกับ Siri หรือ Google Now ได้ทันที

2.B&O BeoPlay A2

ลำโพงรูปหล่อ เท่ เรียบหรู เหมาะกับผู้ชายที่ไม่อยากพกของสีฉูดฉาดหรือรูปทรงแปลกตา กันน้ำและกันกระแทกได้เช่นกัน ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์มาตรฐานที่ลำโพงบลูทูธควรทำได้ ด้วยเบสที่ตึบพอสมควร แต่ความละเอียดของเพลง

ที่ออกมาในพวกเพลงคลาสสิคมีความกระจ่างมาก ได้ยินแม้กระทั่งแคลริเน็ตเล่นอยู่ในแบ็คกราวด์ของวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ ราคาตัวนี้อาจจะสูงหน่อยนะ แต่คุณภาพเสียงและชื่อแบรนด์ที่มากับเครื่องด้วย จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง

3. Sony XB40

ตัวนี้รับประกันความเสียงดังแน่นอน เหมาะกับงานปาร์ตี้ข้างนอก อย่างปาร์ตี้ริมสระหรือเอ๊าท์ดอร์บาร์บีคิว ลำโพงมีสีสันจี๊ดจ้าด และมีลูกเล่นไฟแอลอีดีในตัวด้วย เพิ่มลุคความปาร์ตี้ได้มากขึ้น ยิ่งเบสที่แน่นมากๆๆ ของโซนี่ก็ทำให้มั่นใจได้เลยว่าปาร์ตี้ของคุณจะไม่กร่อย แต่เราก็ยังสามารถปรับเบสและ EQ ของมันได้ผ่านแอพพลิเคชั่น SongPal ราคาก็ไม่แพงมากแต่อาจจะไม่คุ้มนักหากเป็นคนต้องการลำโพงเสียงใส เคลียร์ เพราะลำโพงตัวนี้ไม่ได้ออกแบบเพื่อสิ่งนั้นโดยเฉพาะ

4. Bose SoundLink Mini II

หนึ่งในยี่ห้อลำโพงที่คนไว้ใจกันมากที่สุด และใช้กันเยอะจนมีสาวกเลยทีเดียว ลำโพงดีไซน์สวย คุณภาพของวัสดุที่ค่อนข้างดี เรียบหรูแต่ฟังก์ชั่นเยอะมาก เสียงที่ดังออกมาค่อนข้างดีเลยละ มีความชัด เคลียร์ และใส อาจจะไม่เหมาะมากสำหรับปาร์ตี้ แต่ก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน เสียงจะไม่ได้เน้นเบสมากนักแต่เน้นความกลมกล่อม สำหรับคนที่ดูหนังแอคชั่นหรือมีการใช้เบสเยอะอย่างพวกหนังที่คนแต่งเพลงเป็นฮาน ซิมเมอร์ก็อาจจะไม่จุใจเท่าไหร่ พกพาง่ายเพราะขนาดเล็กกะทัดรัดและทน รุ่นนี้อาจเก่าไปหน่อยเพราะออกมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่คุณภาพก็ยังคงดีอยู่จนถึงทุกวันนี้ข้อดีอีกอย่างคือ ไม่แพงเท่าของใหม่ แต่ประสิทธิภาพยังโอเคอยู่เลย

5. Marshell Kilburn

เป็นลำโพงใหญ่ดีไซน์เท่เหมือนเครื่องแอมป์ เสมือนว่าเราเป็นมือเบสของวงร็อค แต่คุณภาพเสียงต้องบอกเลยว่าดีจริงๆ เสียงใส และละเอียดมาก หากไม่ได้ต้องการเครื่องที่พกพา หรือกันน้ำ เน้นฟังที่บ้าน เน้นละเอียด และดังได้

ใครมางานปาร์ตี้ของเราก็ต้องทักว่าเราเป็นร็อคเกอร์หรือป่าว เพราะเท่จริงๆ คุณภาพเสียงคงที่ เล่นได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 20 ชั่วโมงต่อหนึ่งชาร์จ หากราคาไม่ใช่ปัญหา นี่เป็นอีกเครื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามจริงๆ

Categories
Uncategorized

เพาเวอร์บาย 9.9 กับการเลือกซื้ออุปกรณ์เพื่อนักวิ่ง

เพาเวอร์บาย 9.9

การออกกำลังกายถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับร่างกายรวมไปถึงสร้างความสุขทางด้านจิตใจได้เป็นอย่างดี และการวิ่งก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว เพราะว่าทำได้ง่าย ไม่ต้องยุ่งยากลำบาก แถมยังได้ใช้พลังงานอย่างเต็มที่ด้วย แต่ว่าในปัจจุบันนั้นต้องบอกว่าการวิ่งมีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเติมเต็มในเรื่องความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และประสบการณ์ที่ดีให้ผู้วิ่งเป็นอย่างมาก จนนักวิ่งหลายคนต้องเลือกมาใช้ให้ตรงกับความต้องการของตัวเอง ยิ่งใกล้ช่วงเทศกาล เพาเวอร์บาย 9.9 ด้วยแล้ว อุปกรณ์เหล่านี้ก็พร้อมที่จะให้เลือกจับจ่ายใช้สอยทั้งในเว็บ Power Buy หรือที่อื่น ๆ อย่างเต็มที่ เรามาดูกันดีกว่าว่าอุปกรณ์การวิ่งอะไรที่คุณห้ามพลาดกันบ้าง

                1. รองเท้าวิ่ง

                เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักวิ่งทุกคนเป็นอย่างมาก โดยรองเท้าเป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจในการวิ่งเลยทีเดียว ยิ่งรองเท้าเหมาะสมกับผู้ใส่ได้มากเท่าไหร่การวิ่งยิ่งราบรื่นมากขึ้นเท่านั้น  สิ่งที่ต้องดูก่อนซื้ออันดับแรกก็คือความสวมใส่สบาย โดยต้องไม่คับหรือว่าหลวมจนเกินไป สังเกตได้จากเมื่อสวมใส่ไปแล้วสามารถขยับนิ้วเท้าได้แต่ช่วงกลางของเท้าต้องไม่ขยับเขยื้อนไปไหนได้นั่นเอง โดยก่อนจะลองทุกครั้งต้องใส่ถุงเท้าเพื่อให้พอดีที่สุด นอกจากนี้รองเท้าวิ่งที่ดีจะต้องมีการรองรับแรงกระแทกจากแผ่นที่อยู่บริเวณใต้เท้าซึ่งจะทำให้การวิ่งนั้นโดดเด้งไม่ทำให้เจ็บเท้านั่นเอง ในเรื่องของน้ำหนักก็ควรมีขนาดที่ค่อนข้างเบาเพื่อทำให้การวิ่งไม่เมื่อยล้า

                2. Smart Watch

                การวิ่งนั้นถ้าจะวิ่งกันไปเรื่อย ๆ ไม่ซีเรียสอะไรก็ได้ แต่สำหรับบางคนเริ่มคิดถึงเรื่องสถิติหรือว่าข้อมูลอื่น ๆ ของการวิ่งในแต่ละครั้งของตัวเองก็ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Smart Watch แน่ ๆ เพราะว่ามีคุณสมบัติที่ชอบส่งเสริมการออกกำลังกายโดยเฉพาะการวิ่งเป็นอย่างมาก อย่างเช่นวัดอัตราการเต้นของหัวใจ วัดระยะทางที่วิ่ง เป็นต้น ซึ่งช่วยให้ผู้วิ่งสามารถเก็บสถิติการวิ่งในด้านต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ยังสามารถต่อเข้ากับ Smartphone ได้อีกด้วย ซึ่งการเลือกซื้อก็ขอให้ดูที่สามารถกันน้ำได้ในระดับทนเหงื่อและฝน สายควรเป็นแบบยางเพื่อความกระฉับกระเฉงในการสวมใส่ นอกจากนี้ก็ควรเลือกที่มีน้ำหนักเล็กกระทัดรัดด้วย

                3. หูฟัง

                ดนตรีเปรียบเสมือนความบันเทิงที่อยู่เป็นเพื่อนกับผู้ฟังได้ทุกที่ทุกเวลา และในขณะที่วิ่งก็เช่นกันที่เสียงเพลงจะคอยทำให้เกิดความรู้สึกเพลิดเพลินและคึกคัก แต่ว่าหูฟังสำหรับใช้วิ่งนั้นก็ต้องมีการเลือกดูให้ตรงความเหมาะสมโดยเฉพาะในเรื่องความคล่องตัวนั่นเอง ซึ่งควรจะซื้อแบบ True Wireless เพราะว่าทำให้ไม่มีข้อจัดกัดในเรื่องของสายระหว่างการเชื่อมต่อของหูฟังและตัวอุปกรณ์นั่นเอง ระบบกันน้ำและเหงื่อก็ควรมีเพราะหลีกเลี่ยงได้ยากเหลือเกิน อีกอย่างที่ควรให้ความสำคัญก็คือระบบเสียงไม่ควรดังจนไม่สามารถได้ยินเสียงรอบข้าง ควรอยู่ในระดับปกติที่ได้ยินเสียงรอบ ๆ ตัวได้ด้วยนั่นเอง

                และนี่ก็คือเรื่องราวของ เพาเวอร์บาย 9.9 กับการเลือกซื้ออุปกรณ์เพื่อนักวิ่ง หวังว่าใครที่ทั้งชอบวิ่งและชอบช้อปคงจะจุใจกันนะครับ               

Categories
Uncategorized

โทรศัพท์ samsung พกพาสะดวกได้เหมือน Gadgets

ถือเป็นรุ่นแรกที่เป็น โทรศัพท์ Samsung ฝาพับที่ใช้วัสดุหน้าจอเป็นกระจกที่สามารถพับได้ ซึ่งคิดค้นและพัฒนาโดย Samsung โดยจอกระจกพับได้จะทำงานร่วมกับหน้าจอแสดงผลที่พับได้ จึงเป็นความสำเร็จที่ทาง Samsung ภูมิใจนำเสนอซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สำหรับรุ่นนี้เป็นมือถือพับหน้าจอได้รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นการพับคนละแบบกับ โทรศัพท์ Samsung Galaxy Fold เมื่อกางออกมาจะเป็นหน้าจอไซส์ Tablet แต่สำหรับรุ่นนี้เมื่อกางออกมาจะมีขนาดหน้าขอเท่าๆ กับสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไป

โทรศัพท์ samsung

Galaxy Z Flip เป็นสมาร์ทโฟนแบบพับจอได้ (Foldable Phone) รุ่นที่สองของ Samsung ที่ออกมา เพราะก่อนหน้านี้มีรุ่นพี่ Samsung Galaxy Fold ซึ่งเป็นตัวแรกของค่ายออกมาแล้ว ดังนั้นตัว Galaxy Z Flip จึงมีการปรับปรุงและพัฒนาได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมหลายด้าน แถมขนาดก็กำลังพอดีมือพอพับจอแล้วยิ่งเล็กเข้าไปใหญ่ สะดวกต่อการพกพาเป็นอย่างมาก

รูปลักษณ์ภายนอก จอกระจกแบบพับได้ (Infinity Flex Display) โดยใช้ Ultra Thin Glass (UTG) หรือนวัตกรรมแผ่นกระจกที่สามารถโค้งงอ คิดค้นสำเร็จครั้งแรกโดยทีมวิจัยและพัฒนาของซัมซุงเอง กล้องหน้า ซึ่งให้ความละเอียดของภาพ 10 ล้านพิกเซล ถูกออกแบบให้อยู่บริเวณกึ่งกลางด้านบน ไม่มีรอยบากบนหน้าจอ ส่วน 2 กล้องหลังให้ความละเอียดของ

ส่วนเทคโนโลยีที่ทำให้หน้าจอพับได้แบบมั่นใจกว่ารุ่นก่อน เป็นกลไกบานพับแบบใหม่ ที่เรียกว่า Hideaway Hinge ประกอบด้วยกลไก Dual CAM ขนาดเล็กที่ช่วยให้ทุกการพับเป็นไปอย่างนุ่มนวลและมั่นคง กางออกและหยุดได้ตามองศาที่ต้องการเหมือนหน้าจอแล็ปท็อป ระบบบานพับ Hideaway Hinge ยังใช้เส้นใยไนลอนที่พัฒนาขึ้นเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและฝุ่นที่เข้ามาในบานพับด้วย

ดีไซน์ของ Galaxy Z Flip ที่ตัวเครื่องกางออกได้ทุกองศาและตั้งวางได้ (นอกจากนี้ เรายังสามารถกางหน้าจอปรับองศาให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพ Selfie โดยสามารถวางเครื่องเอาไว้เป็นขาตั้งได้เลยทันที และยังใช้ดูคลิปวิดีโอ รูปภาพ หรือแชทแบบครึ่งจอเหมือนกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค หรือจะวางเครื่องใช้สนทนาวิดีโอคอลล์ก็สะดวกไม่แพ้กัน ใช้งานได้แบบเอนกประสงค์มากๆ ) ทำให้ใช้งานได้แบบไม่ต้องใช้มือจับเครื่องหรือพึ่งขาตั้งกล้อง สามารถถ่ายเซลฟี่หรือวิดีโอแชตผ่านแอปพลิเคชัน Google Duo ซึ่งใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการใดก็ได้

พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน ตามสเปคระบุว่า Samsung Galaxy Z Flip จะมีพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 256GB แต่เมื่้อเปิดเครื่องมาครั้งแรก พร้อมติดตั้งแอพฯ ที่ทาง Samsung แนะนำ ก็จะเหลือพื้นที่ประมาณ 222.2GB แสดงว่าระบบมีการกินพื้นที่ไปกว่า 34GB ส่วน RAM ก็มาขนาด 8GB ถือว่าเยอะพอสมควร สามารถใช้งานแอพฯ พร้อมกันได้อย่างราบรื่น

ระบบปฏิบัติการ ด้านซอฟแวร์ของ Samsung Galaxy Z Flip จะเป็น One UI 2.1 บนพื้นฐาน Android 10 ซึ่งการใช้งานยังเหมือนสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ของ Samsung ทั้งหน้าตา และฟีเจอร์ที่ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่อาจจะมีบางฟีเจอร์ที่พิเศษขึ้นมาเช่น Flex Mode ..

นอกจากนั้น ซัมซุงยังได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Google ออกแบบโหมด Flex เพื่อรองรับคอนเทนต์บนจอของ Galaxy Z Flip เมื่อกางหน้าจอออกและเครื่องอยู่ในแนวตั้ง (Free-standing) จอแสดงผลจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยอัตโนมัติ สามารถดูภาพหรือวิดีโอที่จอด้านบน รวมทั้งค้นหาวิดีโออื่นๆ หรือเขียนคอมเมนต์ใต้วิดีโอได้พร้อมกันที่หน้าจอด้านล่าง

ขณะที่ฟังก์ชันอื่นๆ อยู่ในมาตรฐานระดับมือถือเรือธงในตระกูล Galaxy S มี Night Mode ถ่ายวิดีโอ Hyperlapse ในเวลากลางคืนหรือในที่มีแสงน้อยโดยไม่ต้องพึ่งแฟลช ถ่ายวิดีโอในอัตราส่วน 16 : 9 ซึ่งเป็นขนาดที่ดีที่สุดสำหรับการอัปโหลดขึ้นโซเชียลมีเดีย

ในด้านของระบบความปลอดภัยของ Samsung Galaxy Z Flip จะมีให้ใช้งาน 2 อย่างคือ การสแกนลายนิ้วมือ และการสแกนใบหน้า โดยการสแกนลายนิ้วมือที่สแกนจะอยู่ตรงปุ่มเพาเวอร์ การสแกนจริงถือว่ามีความรวดเร็วอย่างมาก และสามารถจดจำลายนิ้วมือได้ถึง 4 ลายนิ้วมือ ส่วนการสแกนใบหน้าก็มีการสแกนที่รวดเร็วดเหมือนกัน ที่สำคัญสามารถปลดล็อกหน้าจอในที่แสงน้อยได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้ยังสามารถจดจำใบหน้าได้ 2 ใบหน้า

Galaxy Z Flip มาในสีม่วง ดำ และทอง ซึ่งหรูหราเตะตาเป็นอย่างมาก เสียดายที่ในไทยวางขาย 2 สี คือดำและม่วง ในราคาค่อนข้างบาดใจ 44,900 บาท

Categories
Uncategorized

ถึงเวลาของ 9.9 เพาเวอร์บาย !!

ถือว่าเป็น campaign ใหญ่ประจำปีของทุก E-commerce Platform ก็ว่าได้ นั่นคือ campaign 9 เดือน 9 หรือ ‘9.9‘ ที่ทุกแบรนด์พร้อมใจกันลดราคาพิเศษสุด ๆ อาทิ 9.9 เพาเวอร์บาย ช้อปปี้ ลาซาด้า และ MKP อื่นๆ อีกมากมาย ที่พร้อมจะลดกระหน่ำกัน

9.9 เพาเวอร์บาย

อย่างไรก็ตาม เรามาดูเหตุผลว่ามีเหตุผลอะไรบ้าง ที่ให้ 9.9 เพาเวอร์บาย ช้อปปี้ ลาซาด้า และ MKP อื่นๆ อีกมากมาย เป็นที่ต้องการและโด่งดัง น่าจับจ่ายใช้สอย

  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำเป็นต้องรีบขายให้หมด – ไม่ใช่เพราะว่าของจะเสีย แต่เพราะว่าสินค้าจำพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นมีเลขล็อตการผลิตที่ชัดเจน อีกทั้งส่วนใหญ่จะอัปเดตเฟิร์มแวร์รุ่นล่าสุดมาให้ในช่วงเดือนนี้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นช่วงเทศกาลล้างสต็อกก่อนที่จะนำเข้าสินค้าใหม่แทนที่
  • อยู่ในช่วงฤดูท่องเที่ยว – ช่วงกันยายน – ธันวาคมเป็นช่วงฤดูแห่งการท่องเที่ยวในสถานที่ต่างจังหวัด ต่างประเทศ ส่งผลการจองทั้งตั๋วเครื่องบิน แพ็คเกจทัวร์ โรงแรม รีบจัดโปรเด็ดออกมาให้คุณได้ซื้อ เพื่อเตรียมที่จะเที่ยวในช่วงวันสิ้นปี ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีของผู้ที่ทำธุรกิจทัวร์หรืออุปกร์ที่ใช้แคมป์ปิ้ง
  • เปลี่ยนลุคใหม่ เตรียมต้อนรับปีใหม่ – วันและเวลาช่วงก่อนสิน้ปี หรือขึ้นปีใหม่ใครๆ ก็อยากเปลี่ยนลุคใหม่ไม่ว่าจะเป็น ทรงผม เสื้อผ้า เพื่อจะได้รับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่งเจ้าของร้านเสื้อผ้าควรจะจัดโปรในวันนั้นให้คุณช้อปเสื้อผ้าแบบไม่เปลืองเงิน และได้เสื้อใหม่เพื่อไปเฉลิมฉลองรับปีใหม่ ในราคาที่ไม่แพงยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการลดล้างสต๊อกที่ให้ผลลัพธ์ดีมากอีกด้วย
  • เทศกาลของการให้ของขวัญ เตรียมให้พร้อมก่อนสิ้นปี ใครๆ ก็รู้ว่าเทศกาลปีใหม่เป็นเทศกาลแห่งการให้ของขวัญ ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนการได้รับของขวัญก็ยังเปรียบเสมือนการมอบสิ่งดีๆ ให้กันและกัน นั่นหมายความว่าเป็นโอกาสอันดีสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่จะทำโปรโมชั่นหรือบริการเสริมเป็นการห่อของขวัญฟรี สำหรับลูกค้าที่อุดหนุนสินค้าของเราและทำให้สะดวกต่อผู้ซื้อ เมื่อต้องการจะซื้อสินค้าจากร้านคุณไปมอบให้คนพิเศษนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจถึงวิธีทางสะดวกสบาย จากการชำระเงิน โดยผลสำรวจบอกว่า วิธีการ หรือช่องทางการชำระเงิน” ที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบ และมักเลือกใช้เป็นประจำนั้น สำหรับผู้ชายอันดับที่ 1 คือ เงินสด หรือการชำระเงินปลายทาง โดยมีจำนวน 33% รองลงมาคือ การชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินออนไลน์ เช่น แอร์เพย์ หรือทรูมันนี่ วอลเลท เป็นต้น โดยมีจำนวนตามมาติดๆ ที่ 31% ในขณะที่ฝั่งผู้หญิงนั้น อันดับที่ 1 คือ การชำระเงินผ่านแอปฯ ธนาคารบนมือถือ  จำนวนสูงถึง 44% เลยทีเดียว ตามมาห่างๆ ที่ 29% คือ การชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินออนไลน์ เช่น แอร์เพย์ หรือทรูมันนี่ วอลเลท เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า “วิธีการชำระเงิน” ที่ผู้ชายส่วนใหญ่ชื่นชอบ และนิยมใช้มากที่สุดนั้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้ชายที่ช้อปปิ้งออนไลน์ อาจไม่ต้องการให้มีการส่งสินค้า หรือพัสดุไปยังที่บ้านในช่วงเวลาที่ตนเองไม่อยู่ (ให้คนอื่นมารับแทน) รวมถึงอาจไม่ต้องการให้มีหลักฐานผ่านการชำระเงินรูปแบบอื่นๆ ก็เป็นได้ จึงเลือกวิธีการชำระเงินในรูปแบบดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี อย่างที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบัน บรรดานักการตลาดต่างพากันหยิบยกวันต่างๆ ขึ้นมาเป็นเทศกาล เช่น เทศกาล 9.9 เทศกาล 10.10 หรือเทศกาล 12.12 ที่กำลังจะมาถึงก็ตาม ซึ่งก็มักจะเกิดคำถามตามมาบ่อยๆ ว่าจริงๆ แล้วเทศกาลไหนที่คุ้มค่ามากกว่ากัน เทศกาลไหนที่ให้ส่วนลด หรือโปรโมชันที่ดี และน่าสนใจมากกว่ากัน จะได้รอไว้ช้อปปิ้งในช่วงเทศกาลดังกล่าว หรือจริงๆ แล้วทุกเทศกาลไม่แตกต่างกัน

Categories
Uncategorized

Airpod Vs Galaxy Buds Live แบทเทิล!

นับตั้งแต่ต้นปีที่รอคอย ซังซุงได้เปิดตัวหูฟังไร้สาย Galaxy Buds Live กันสักที และเปิดตัวพร้อมกับสมาร์ทโฟนเรือธง Galaxy Note 20 series โดยมีดีไซน์แปลกตารูปทรงดูคล้ายถั่ว และยังรองรับเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ (Active Noise Cancellation) ซึ่งเป็นจุดเด่นของ airpod Pro เริ่ม..แบทเทิล!!

จากข้างต้น หูฟัง Galaxy Buds Live ของ Samsung มีรูปทรงคล้ายขนม Jelly bean แต่ก็เข้ากับรูปทรงของหู และยังสวมใส่เป็นเวลานานได้อย่างสบาย มาพร้อมไดรเวอร์ขนาด 12 มิลลิเมตร และไมโครโฟน 3 ตัว และ Voice Pickup Unit หรือ หน่วยตรวจจับเสียงพูด ทำให้การสนทนาชัดเจน เมื่อพูดถึงคุณภาพเสียง ทาง MacRumors กล่าวว่า Galaxy Buds Live ให้เสียงที่ดีกว่า AirPods Pro‌ และ AirPods แต่ AirPods Pro‌ มีสมดุลของเสียงและให้ความชัดเจนกว่า ยกเว้นเสียงเบสที่ Galaxy Buds Live ให้เสียงชัดเจนกว่า และสามารถปรับเสียงได้ด้วยการตั้งค่าอีควอไลเซอร์ ผ่านแอพ Galaxy Buds อย่างไรก็ตาม ก็ไม่เห็นความแตกต่างมากนักหลังจากการตั้งค่าอีควอไลเซอร์

สำหรับโหมดตัดเสียงรบกวนแบบ ANC (Active Noise Cancellation) พบว่า Galaxy Buds Live ปิดกั้นเสียงรอบข้างได้ไม่ดีเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับ AirPods Pro แต่ก็ดีกว่าไม่มี ANC มาให้เลย Galaxy Buds Live ยังรองรับการควบคุมด้วยระบบสัมผัส สามารถแตะหนึ่งครั้งเพื่อหยุดเล่นชั่วคราว แตะสองครั้งเพื่อข้ามเพลง แตะสามครั้งเพื่อย้อนกลับ และสามารถตั้งค่าให้กดค้างไว้เพื่อเปิดหรือปิด ANC ได้ หรือเรียกใช้ผู้ช่วยดิจิตอล

หูฟัง Galaxy Buds Live ให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ 8 ชั่วโมง และมีเคสชาร์จขนาดกะทัดรัด รองรับการชาร์จผ่านพอร์ต USB-C สามารถขยายอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้นานขึ้นอีก 21 ชั่วโมง ขณะที่ ‌AirPods Pro‌ ให้เวลาในการฟัง 4.5 ชั่วโมง และขยายได้อีก 20 ชั่วโมง ด้วยเคสชาร์จ ทำให้โดยรวมแล้ว Galaxy Buds Live มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ 29 ชั่วโมง ส่วน airpod Pro‌ ใช้งานได้นาน 24 ชั่วโมง

Galaxy Buds Live ยังมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนของ Samsung ทั้งการจับคู่ที่ง่ายดายด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว การสลับอุปกรณ์แบบไร้รอยต่อ แต่เมื่อจับคู่กับ iPhone จะมีรูปแบบเหมือนหูฟัง Bluetooth ทั่วไป โดยมีแอพ Galaxy Buds ให้ดาวน์โหลดบน App Store สำหรับการเชื่อมต่อ อัพเดทเฟิร์มแวร์ และตั้งค่าอีควอไลเซอร์ แต่ฟีเจอร์เหล่านี้ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ Samsung จึงเป็นข้อจำกัดสำหรับอุปกรณ์ของ Apple

ในเรื่องของการกันน้ำ ทั้งสองรุ่นทำได้ดีทั้งคู่ แต่ก็มีข่าวมาว่า เจ้าตัวแอร์พอตไม่กันเหงื่อ ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการออกกำลังกาย แต่เรามีเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้ข่าวลือนี้หมดไปกับ Daniel Garcia นักวิ่งมาราธอนจากออสเตรเลีย ก็คือหนึ่งในลูกค้าที่สนใจซื้อ AirPods มาใช้งานระหว่างวิ่งออกกำลังกาย

ดังนั้น เขาจึงไม่พลาดที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์หลังจากทดลองใช้งานในระหว่างออกไปวิ่ง 10K โดยการทดสอบของ Daniel Garcia มีทั้งการวิ่งเบาๆ วิ่งแบบเร่งความเร็ว สลับกันไปในระยะทาง 10 กิโลเมตร บนเส้นทางที่เป็นเนินเขา อากาศร้อน และ ลมแรง แต่ AirPods ก็ยังอยู่ในหูของเขาอย่างมั่นคงไม่หล่นหายไปไหน Daniel Garcia กล่าวว่า AirPods ขับเสียงเบสออกมาได้ดีกว่าที่คิดไว้ และในบางครั้งมีความรู้สึกว่ามันเหมือนจะหลุดออกไป แต่มันก็ยังอยู่ในหู ระหว่างที่ออกวิ่งเขาเปิดเพลงฟังไปด้วยตลอด โดยใช้เวลาวิ่งราว 1 ชั่วโมง และพบว่าพลังงานในแบตเตอรี่เหลือ 84% ซึ่งใกล้เคียงกับที่ Apple โฆษณาไว้ว่าแบตเตอรี่จะอยู๋ได้ 5 ชั่วโมง