Categories
Uncategorized

Apple watch se สเปคโหดในราคาที่เบา

Apple watch se เปิดตัวในปี 2020 เช่นเดียวกับ iPhone เอสอี 2020 ทำให้ผู้ที่เพิ่งเข้าวงการสะสม Gadget ของ Apple เก็บมาครอบครองได้ครบ ในงบสบายกระเป๋า ทำให้เดาไม่ยากเลยว่า iPhone 12 ที่จะออกมาในปีนี้ก็อาจจะมีรุ่นที่ราคาไม่สูงมากออกมา

Apple watch se

ด้วยการที่ปัจจุบัน Apple Watch มีตัวเลือกสำหรับการเลือกซื้อทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน ประกอบไปด้วย Apple Watch 3 ซึ่งเป็นสมาร์ทวอทช์ที่เปิดตัวมา 3 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันยังคงทำตลาดอยู่ ด้วยการปรับลดราคาลงมาให้น่าสนใจ

จนกลายเป็นตัวเลือกเริ่มต้นของผู้ที่ต้องการใช้งาน Apple Watch ร่วมกับ iPhone เพราะด้วยราคาเริ่มต้นที่ 6,400 บาท แต่สามารถใช้รับการแจ้งเตือน ตรวจวัดการออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจได้ ทำให้เพียงพอกับการใช้งานทั่วๆ ไป

ถัดมาคือ Apple Watch se หรือให้นึกภาพง่ายๆ คือ Apple Watch เอสอีries 4 ที่นำมาปรับปรุงให้กลายเป็นตัวเลือกใช้งานเพิ่มเติม ในราคาเริ่มต้นที่ 9,600 บาท โดยจุดเด่นของ Apple Watch เอสอี เมื่อเทียบกับ Watch 3 คือมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น 30% เพิ่มเติมด้วยการตรวจจับการล้ม (Fall Detection) และมีรุ่น Cellular ให้เลือกใช้งาน

ดังนั้น Apple watch เอสอี จึงกลายเป็นรุ่นที่น่าสนใจถ้าต้องเลือกซื้อ Apple Watch ให้ผู้สูงอายุ หรือเด็กๆ ใช้งานแบบเริ่มต้น เพราะนอกเหนือจากคุณสมบัติทั่วไปของสมาร์ทวอทช์แล้ว การมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการล้ม (ใช้เวลาผู้สูงอายุล้ม) และมี Cellular ในตัว จะช่วยให้สามารถแจ้งเตือนฉุกเฉินได้ทันที หรือแม้แต่ให้บุตรหลานใช้ ก็จะทำให้สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา

จะเห็นได้ว่า Apple Watch แต่ละรุ่นมีรายละเอียดที่น่าสนใจในแต่ละระดับราคา ดังนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการเลือกใช้ Apple Watch ไปใช้งานในลักษณะไหน ถ้าแค่แจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ Watch 3 รุ่นเริ่มต้นก็เพียงพอ แต่ต้องการเลือกให้ผู้สูงอายุ หรือบุตรหลานใช้ แต่ไม่ต้องการซื้อรุ่นราคาสูงก็หันมามอง Watch เอสอี ได้ ส่วน Watch 6 ถือเป็นรุ่นมาตรฐานของปีนี้ ที่ได้ฟีเจอร์ครบถ้วนมากที่สุด

ข้อดีอย่างหนึ่งของ Apple Watch คือสายของรุ่น 38-40 มม. และ 42-44 มม. สามารถใช้ร่วมกันได้ ดังนั้น ถ้าใช้งานตัวเรือนขนาดไหนอยู่ ถึงจะเปลี่ยนรุ่นใหม่ ก็ยังสามารถใช้งานสายเดิมได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องคอยสีสายใหม่ทั้งชุดตลอดเวลา

เปรียบเทียบ Watch-เอสอี กับ Apple Watch 6

การเปรียบเทียบ Apple Watch ทั้ง 2 รุ่นนี้ถือเป็นมวยคู่สูสี สิ่งที่ทำให้ราคาต่างกันราว 4,000 บาทนี้ อยู่ที่ แอปพลิเคชันวัดออกซิเจนในเลือด และการพลิกหน้าจอให้สว่างด้วยโหมด Always-on Display ซึ่ง Watch-เอสอี ยังทำไม่ได้ แต่หลายคนมองว่ารับได้ ส่วนวัสดุ สเตนเลสสตีลกับไทเทเนียมที่มีใน Apple Watch เอสอีries 6 ทำให้สร้างสรรค์สีตัวเรือนได้มากกว่า แต่หากคุณมองแค่สเปก ตัว Watch-เอสอี ก็มาแรงไม่เบา

เปรียบเทียบ Watch-เอสอี กับ Apple Watch 5

สิ่งที่ Watch-เอสอี ทำได้ไม่เท่า Apple Watch เอสอีries 5 ก็คือฟังก์ชัน Always-on Display นั่นก็คือหน้าจอของ Watch-เอสอี ไม่ได้ติดตลอดเวลา ถ้าจะดูนาฬิกาก็ต้องพลิกข้อมือเพื่อให้หน้าปัดโชว์เวลา สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนอีกอย่างคือ Watch-เอสอี เบาและบางกว่า Apple Watch เอสอีries 5 นั่นจึงเป็นคำตอบว่าสายของนาฬิกาไม่น่าจะใช้ด้วยกันได้ รวมถึงสีตัวเครื่อง Watch-เอสอี ไม่มีสีดำ Space Black แต่เป็น Space Gray แทน

Categories
Uncategorized

apple watch se กับความคุ้มค่า

Apple watch se

Apple Watch se รุ่น GPS เปิดราคาเริ่มต้นเพียง 9,400 บาท ในขณะที่รุ่น GPS + Cellular ราคาเริ่มต้น 10,900 บาท สเปก Apple Watch เอสอี แตกต่างจาก Apple Watch เอสอีries 6 ตรงโหมด Always-on Display และไม่สามารถใช้แอปวัดออกซิเจนในเลือดได้ และมีบอดี้เดียวคือ ตัวเรือนอะลูมิเนียม ดังนั้นจึงมีสีตัวเครื่องไม่มากนัก

เมื่อ Apple Watch 6 เป็นรุ่นที่สมบูรณ์ที่สุด Apple Watch se ก็จะอยู่กับความคุ้มค่า ซึ่งถือเป็นจุดหลักของซีรีส์ เอสอี ที่เป็นรุ่นราคาประหยัดของ Apple โดยให้ความสามารถที่เพียงพอกับการใช้งาน ในระดับราคาที่ย่อมเยาลงมา โดย Watch เอสอี จะมากับขนาดหน้าจอเท่ากับ Watch 6 คือมีให้เลือกระหว่างรุ่น 40 มม. และ 44 มม. ในส่วนของขนาดตัวเรือน และน้ำหนักก็ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าจะใช้ SiP S5 ที่ใช้งานกับ Watch 5 แทน รองรับการเชื่อมต่อ WiFi บน 2.4 GHz เท่านั้นความสามารถที่ถูกตัดออกไปจาก Watch 6 คือเรื่องของการวัดค่าออกซิเจนในเลือด การวัดค่า ECG แต่ยังใช้วัดอัตราการเต้นของหัวใจ การออกกำลังกาย และการตรวจจับการล้มได้ ทำให้เหมาะกับผู้สูงอายุ เพื่อเป็นตัวเลือกในการใช้งาน

ฟีเจอร์ใหม่ของ watchOS 7 / Family เอสอี tup ทีนี้ มาย้อนดูถึงความสามารถของ watchOS 7 ที่เพิ่มขึ้นมา ให้ผู้ใช้งาน Apple Watch รุ่นเดิมสามารถใช้งานได้แล้ว ก็จะมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง การล้างมมือ ที่จะคอยนับถอยหลัง 20 วินาที การวัดการนอน เพิ่มรูปแบบหน้าปัดใหม่

ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือระบบการตั้งค่าครอบครัว (Family เอสอีtup) ที่เปิดให้สามารถตั้งค่าและจัดการ Apple Watch สำหรับสมาชิกในครอบครัว โดยที่ไม่ต้องใช้งานร่วมกับ iPhone อย่างเด็กๆ หรือผู้สูงอายุ โดย Apple Watch จะคอยเก็บข้อมูลสุขภาพ กิจกรรม และการแจ้งเตือนตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมีโหมดเฉพาะลงไปสำหรับเด็ก อย่างการตั้งค่าจำกัดการสื่อสาร ในช่วงเวลาเรียน หรือใช้ตรวจจับการล้มสำหรับผู้สูงอายุ

ปัจจัยสำคัญในการใช้งาน Family เอสอีtup คือจะทำงานร่วมกับ Apple Watch รุ่นที่ 4 ขึ้นไป แบบ GPS+Cellular เท่านั้น เนื่องจากต้องมีการใส่ eSIM เข้าไปในตัวเรือนเพื่อให้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และสื่อสารได้ ประกอบกับการที่ watchOS 7 เปิดให้สามารถจัดการทุกอย่างบนนาฬิกาได้แล้ว ทั้งการโทรฯ รับส่งข้อความ ตั้งค่าหน้าปัดรูปแบบต่างๆ ดาวน์โหลดแอปมาติดตั้งเพิ่มเติม ดังนั้นจึงทำให้กลายเป็นสมาร์ทวอทช์ที่สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องซิงค์กับ iPhone

ในจุดนี้ ทำให้ Apple Watch เอสอี กลายเป็นรุ่นที่น่าสนใจ สำหรับผู้ปกครองที่อยากได้อุปกรณ์ไว้คอยช่วยเฝ้าระวังบุตรหลาน หรือผู้สูงอายุ แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มเข้ามาในการให้บริการซิมการ์ดจากผู้ให้บริการมือถือเดือนละประมาณ 150 บาท

นอกจากนี้ อย่าลืมสังเกตให้ดีใน Apple.com ได้ถอด Apple Watch จนเหลือแค่ Apple Watch เอสอีries 3, Apple Watch เอสอีries 6 และ Apple Watch เอสอี เพียง 3 รุ่นเท่านั้น และหากสายของรุ่นที่เปิดตัว 2020 ใส่แทนกันได้นั้น คาดว่าผู้ที่มีแผนจะซื้อ Smart Watch จะต้องลังเลกันทีเดียว อย่างไรก็ดีอย่าลืมเปรียบเทียบคุณภาพกับยี่ห้ออื่นๆ และเปรียบเทียบราคาจากตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มค่าที่สุด

Categories
Uncategorized

GoPro กล้องแอคชั่นที่น่าลอง ?

Action Camera ถือเป็นอุปกรณ์เสริมที่ดีที่สุด สำหรับคนที่ชื่นชอบการผจญภัย สนุกไปกับกิจกรรมความมันส์ต่าง ๆ ทั้ง การปั่นจักรยานเสือหมอบ, กระดานโต้คลื่น, สเก็ตบอร์ด, อินไลน์สเก็ต, แทรมโพลีน หรือกีฬาประเภทอื่น ๆ ที่คุณสามารถนึกถึงได้ การเล่นกิจกรรมที่ท้าทายเหล่านี้ถ้าหากเราอยากที่จะเก็บภาพช๊อตเด็ด ๆ เอาไว้ การจะใช้กล้องสมาร์ทโฟนหรือกล้องวิดีโอทั่วไป คงไม่เพียงพอ หรือจะใช้กล้องมิลเลอร์เลสหรือกล้อง DSLR ก็คงจะไม่เหมาะ เพราะทั้งขนาดที่ใหญ่ และความบอบบางของตัวกล้อง รวมไปถึงการพกพาที่ทุลักทุเลมากเกินไปหน่อย มันจึงทำให้กล้องตัวใหญ่เหล่านี้ไม่เหมาะที่จะร่วมเดินทางไปกับคุณ เราขอแนะนำ กล้อง GoPro กล้องแอคชันที่เหมาะสมกับคุณที่สุด รุ่นล่าสุด คือ gopro 9

กล้อง GoPro คืออะไร ?

กล้อง GoPro (โกโปร) ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เป็นสายลุย ๆ เป็นแอคชั่นแคมฯ ตัวจริง ที่มีความคล่องตัวในการใช้งานสูง และมีอุปกรณ์เสริมมากมายหลายอย่าง ที่จะทำให้กล้องลุยไปกับคุณได้ทุกที่ ทั้งสามารถถ่ายใต้น้ำได้เหมือนกล้องถ่ายใตน้ำ กันกระแทก แข็งแรงทนทานสูง แถมกล้อง GoPro ยังสามารถถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและถ่ายวีดีโอในความละเอียดที่สูงมาก ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ภาพที่คมชัด สวยงามอย่างที่คุณต้องการ และด้วยขนาดที่เล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบา แบตเตอรี่ก็สามารถอยู่ได้นาน ทำให้มันจึงเหมาะที่จะลุยไปกับคุณได้ทุกที่ ทุกสภาวะอากาศ

gopro 9

เราจะสังเกตุได้ว่ากล้องโกโปรนั้นอยู่ในทุก ๆ วงการทั้ง เกมส์กีฬา, การแข่งขัน, ทหาร, ตำรวจ, นักถ่าย Vlog และอีกหลาย ๆ วงการ เพราะกล้องโกโปรสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก มีอุปกรณ์เสริมสำหรับกล้องโกโปรมากมาย ใช้งานง่ายไม่มีอะไรที่ซับซ้อนหรือยุ่งยาก เหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้ กล้องโกโปรได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน และรุ่นล่าสุดกับ gopro 9 ไปดูกันดีกว่าว่าน่าสนใจยังไงบ้าง

GoPro Hero 9 Black Action Camera เป็นรุ่นใหม่ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลบริเวณด้านหน้า ที่เป็นจอสี ขนาด 1.4 นิ้ว ที่ใช้สำหรับถ่ายเซลฟี่เเละถ่าย Vlog โดยเฉพาะช่วยให้คุณมองเห็นตัวอย่างได้ทันที แบบเรียลไทม์ และหน้าจอทางด้านหลังเป็นจอทัชสกรีน ในด้านของการถ่ายภาพต่าง ๆ รุ่นนี้มาพร้อมกับคุณภาพวีดีโอที่สูงสุดถึง 5K สามารถถ่าย Slow Motion ได้สูงสุด 8 เท่า และสามารถถ่ายภาพนิ่งได้ที่ความละเอียดสูงถึง 20 ล้านพิกเซล สามารถใช้ SuperPhoto ในการถ่ายภาพ พร้อมทั้งมี HDR ที่ช่วยทำให้ภาพถ่ายออกมาสวยงามสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มีการใช้ระบบกันสั่นตัวล่าสุดอย่าง HyperSmooth 3.0 ที่ได้รับการปรับปรุงมาให้ภาพสมูธมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ดีที่สุด

นอกจากนั้นยังมีโหมดถ่าย TimeWarp มีฟังก์ชันต่าง ๆ ให้ใช้งานง่ายขึ้นด้วย Power Tools รองรับคำสั่งเสียง มีไมโครโฟนมาให้ถึง 3 ตัว ช่วยให้เก็บเสียงรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานเป็นกล้องเว็บแคมได้ นอกจากนั้นให้คุณสามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิมด้วยแบตฯ ขนาด 1,720 mAh และแน่นอนพร้อมกับการกันน้ำระดับความลึก 10 เมตร โดยไม่ต้องใส่เคสกันน้ำ หากใครที่ต้องการกล้องคุณภาพสูง ๆ ราคาสุดคุ้ม GoPro Hero 9 Black รุ่นนี้ตอบโจทย์มาก สามารถลุยไปกับคุณได้ทุกที พร้อมช่วยให้คุณบันทึกภาพได้อย่างคมชัดทุกรายละเอียด

Categories
Uncategorized

Back to basic ก่อนจะมาเป็น เพาเวอร์บาย 12.12

ก่อนจะมาเป็น เพาเวอร์บาย 12.12 ไม่ใช่เรื่องงานเลยที่จะสร้างการตลาดที่เหมาะสม กับการวางขายสินค้าออนไลน์ เราต้องทำการรู้จักพื้นฐานของการตลาดเสียก่อน โดยกลยุทธ์ทางการตลาดนั้นมีอยู่มากมาย แต่ที่เป็นที่รู้จักและเป็นพื้นฐานที่สุดก็คือการใช้ 4P (Product Price Place Promotion) ซึ่งหลักการใช้คือการวางแผนในแต่ละส่วนให้เข้ากัน และเป็นที่ต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกเอาไว้ให้มากที่สุด ในบางธุรกิจอาจจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนทั้ง 4P ได้ทั้งหมดในระยะสั้นก็ไม่เป็นไรเพราะสามารถค่อยๆ ปรับกลยุทธ์จนได้ส่วนผสมทางการตลาดได้เหมาะสมที่สุด

Product / Service คือ สินค้าหรือบริการ ที่เราจะเสนอให้กับลูกค้า แนวทางการกำหนดตัว product ให้เหมาะสมก็ต้องดูว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร เช่น ต้องการบริการดูแลระบบคอมพิวเตอร์ภายในองค์กร โดยไม่สนเรื่องพนักงานประจำ ไม่สนการเข้าทำงานในสำนักงาน แต่ขอให้ดูแลแก้ไขปัญหาได้ก็พอ เราก็ต้องทำตามที่ลูกค้าต้องการ โดยทั่วไปแนวทางที่จะทำสินค้าให้ขายได้มีอยู่สองอย่างคือ

เพาเวอร์บาย 12.12

สินค้าที่มีความแตกต่าง โดยการสร้างความแตกต่างนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จริงว่าต่างกันและ ลูกค้าตระหนัก และชอบในแนวทางนี้ เช่นคุณสมบัติพิเศษ รูปลักษณ์ การใช้งาน ความปลอดภัย ความคงทนโดยกลุ่มตลาดที่เราจะจับ ก็จะเป็นตลาดที่ไม่มีการแข่งขันมาก (niche market)

Price คือ ราคา, การตั้งราคา เป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญในการตลาด แต่ไม่ใช่ว่า คิดอะไรไม่ออกก็ลดราคาอย่างเดียว เพราะการลดราคาสินค้า อาจจะไม่ได้ช่วยให้การขายดีขึ้นได้ หากปัญหาอื่นๆยังไม่ได้รับการแก้ไข การตั้งราคาในที่นี้จะเป็นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่น หากเราขายอาหารที่ตลาดนัด ราคาจะต้องถูกหน่อย แต่หากขายที่ห้างสรรพสินค้า หากตั้งราคาถูกไป กลุ่มที่เป็นเป้าหมายอยากให้ซื้ออาจจะไม่ซื้อ แต่คนที่ซื้ออาจจะเป็นคนอีกกลุ่มซึ่งมีน้อยกว่า และไม่คุ้ม ยิ่งไปกว่านั้นหากราคา และรูปลักษณ์สินค้าไม่เข้ากัน ลูกค้าก็จะเกิดความข้องใจและอาจจะกังวลที่จะซื้อ เพราะราคาคือตัวบ่งบอกภาพลักษณ์ของสินค้าที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ในด้านการทำธุรกิจขนาดย่อม ราคาที่เราต้องการ อาจไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น แต่จะมองกันในเรื่องของตัวเลข ซึ่งจะมีวิธีกำหนดราคาดังนี้

กำหนดราคาตามลูกค้า คือการกำหนดราคาตามที่เราคิดว่า ลูกค้าจะเต็มใจจ่าย ซึ่งอาจจะได้มาจากการทำสำรวจ หรือแบบสอบถาม

กำหนดราคาตามตลาด คือการกำหนดราคา ตามคู่แข่งในตลาด ซึ่งอาจจะต่ำมากจนเราจะมีกำไรน้อยดังนั้นหาก เรา คิด ที่จะกำหนดราคาตามตลาด เราอาจจะต้องมานั่งคิดคำนวณย้อนกลับว่า ต้นทุนสินค้าควร เป็นเท่าไรเพื่อจะได้กำ ไร ตามที่ตั้งเป้า แล้วมาหาทางลดต้นทุนลง

กำหนดราคาตามต้นทุน+กำไร วิธีนี้เป็นการคำนวณ ว่าต้นทุนของเราอยู่ที่เท่าใด แล้วบวกค่าขนส่ง ค่าแรงของเรา บวกกำไร จึงได้มาซึ่งราคา แต่หากราคาที่ได้มาสูงมาก เราอาจจำเป็นต้องมีการทำประชาสัมพันธ์ หรือปรับภาพลักษณ์ ให้เข้ากับราคานั้น

Place คือ วิธีการนำสินค้าไปสู่มือของลูกค้า หากเป็นสินค้าที่จะขายไปหลายๆ แห่ง วิธีการขายหรือการกระจายสินค้าจะมีความสำคัญมาก ขึ้นอยู่กับว่า สินค้าของท่านคือ อะไร และกลุ่มเป้าหมายท่านคือใคร เช่น สินค้าคุณภาพสูงหรูหราราคาแพง ควรจำกัดการขายไม่ให้มีมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เสียภาพลักษณ์ได้ สิ่งที่เราควรจะคำนึงอีกอย่าง คือต้นทุนการกระจายสินค้า เช่นการขายสินค้าใน Modern Trade หรือ ห้างสรรพสินค้า อาจจะ กระจายได้ทั่วถึง แต่อาจจะมีต้นทุนที่สูงกว่า แต่หากลองทำการตลาดออนไลน์กับ 1Belief เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย แบบนี้อาจได้ผลและใช้ต้นทุนน้อยกว่า หากจะกล่าวถึงธุรกิจที่เป็นการขายหน้าร้าน Place ในที่นี้ก็คือ ทำเล ซึ่งก็ควรเลือกที่ ให้เหมาะสมกับสินค้าของเรา อย่างตลาดนัดวันหยุด กับห้างสรรพสินค้าติดแอร์ จะมีกลุ่มคนเดินที่ต่างออกไป ลักษณะสินค้าและราคา ก็ไม่เหมือนกัน

Promotion คือ การนำเสนอคุณสมบัติสินค้า การบอกลูกค้าถึงลักษณะสินค้าของเรา การโฆษณาในสื่อต่างๆ หรือการทำกิจกรรม ที่ทำให้คนมาซื้อสินค้าของเรา เช่น การทำการลดราคาประจำปี เพาเวอร์บาย 12.12 หากจะพูดในแง่ของธุรกิจขนาดย่อม การโฆษณาอาจจะเป็นสิ่งที่เกินความจำ เป็นเพราะจะต้องใช้เงิน จะมากหรือน้อยก็ ขึ้นกับ ช่องทางที่เราจะใช้ ที่ได้ผลและอาจจะฟรีคือ สื่ออินเตอร์เนตผ่านทาง Search Engine ซึ่งมีผู้ใช้เพิ่มจำนวนขึ้นมากในแต่ละปี หรือหากงบน้อย อาจเลือกโฆษณาในสื่ออื่นๆ ที่ราคาถูก เช่น ใบปลิว โปสเตอร์ หากเป็นสื่อท้องถิ่นก็จะมี รถแห่ วิทยุท้องถิ่น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น วิธีในการเลือกสื่อ นอกจากจะดูเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วควรดูเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่นหากจะโฆษณาให้กลุ่มผู้ใหญ่ โดยเลือก สื่ออินเตอร์เนต ก็อาจจะเลือก เวบไซต์ที่ผู้ใหญ่เล่น ไม่ใช้เวบที่วัยรุ่นเข้ามาคุยกัน เป็นต้น

Categories
Uncategorized

Set กล่องทีวีดิจิตอล เพื่ออนาคต

ทีวีดิจิตอลหรือโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (Digital television) เป็นระบบการส่งผ่านสัญญาณภาพวีดีโอและเสียงโดยระบบดิจิตอล ซึ่งแต่เดิมระบบการรับสัญญาณโทรทัศน์ในบ้านเราใช้เป็นระบบอะนาล็อก โดยระบบดิจิตอลมีจุดเด่นกว่าระบบอนาล็อกทั้งในด้านความคมชัดของภาพและเสียง และการส่งข้อมูลแบบดิจิตอลสามารถส่งข้อมูลได้มากกว่าแบบเดิม (Multicasting) ซึ่งตอนนี้หลายๆ ประเทศได้ทำการพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณดิจิตอลไปอีกระดับแล้วครับ เช่น โทรทัศน์จอกว้าง ( WIDE SCREEN )โทรทัศน์ความคมชัดสูง ( HDTV ) ในขณะที่ระบบอะนาล็อกไม่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพได้ ซึ่งระบบสัญญาณดิจิตอล ( กล่องทีวีดิจิตอล ) เกิดขึ้นมาจากการนำระบบคอมพิวเตอร์นำมาพัฒนาใช้ในการช่วย โทรทัศน์ แล้วจึงได้มีการปรับปรุงโทรทัศน์ให้ใช้ระบบดิจิตอลด้วย

แล้วทำยังไงเราถึงจะดู Digital TV ได้ล่ะ ?

1. ใช้กล่องรับสัญญาณ Digital TV , กล่องทีวีดิจิตอล หรือ ( Set Top Box ) ที่สามารถรับสัญญาณ DVB-T2 ได้ ข้อดีคือไม่ว่าคุณจะใช้ทีวีรุ่นไหนก็ตาม CRT / LCD TV / LED TV / PLASMA TV จะเก่าจะใหม่ ก็สามารถดูได้หมดยกตัวอย่าง ถ้าทีวีมีช่องต่อ HDMI ก็ใช้ต่อผ่านช่องนี้เพื่อรับชมด้วยสัญญาณดิจิทัลได้เลย ถ้าเป็นจอแก้วรุ่นเก่าใช้ช่องต่อ AV แดงขาวเหลือง ตัวกล่องก็จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากดิจิทัลเป็นอนาล็อกเพื่อเข้าทีวีรับชมได้เหมือนกัน

2. ใช้ทีวีที่มี Digital Tuner แบบ DVB-T2 ในตัว ในปัจจุบันทีวีที่วางขายส่วนมากจะมีแต่แบบ DVB-T ซึ่งไม่สามารถใช้ร่วมกับมาตรฐานแบบ DVBT2 ได้

กล่องทีวีดิจิตอล

กลไกการทำงาน เป็นระบบการรับส่งสัญญาณภาพและเสียงที่มีข้อมูลที่มีการเข้ารหัสเป็นดิจิตอล ทีมีค่า “0” กับ “1” เท่านั้น โดยมีกระบวนการต่าง ๆ ที่จะทำการแปลงสัญญาณภาพและเสียงให้เป็น ดิจิตอล มีการบีบอัดข้อมูล ทำการเข้ารหัสข้อมูล ก่อนที่จะทำการมอดูเลตข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้ เพื่อส่งผ่านตัวกลางไปสู่ผู้รับปลายทาง ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับโทรทัศน์ระบบอะนาล็อก เมื่อสัญญาณดิจิตอลถูกส่งมายังเครื่องรับโทรทัศน์ จะผ่านกระบวนการบีบอัดข้อมูลสัญญาณดิจิตอล โดย MPEG-2 หรือ MPEG-4 ทำการถอดรหัส

หลังจากนั้นสัญญาณจะถูกส่งไปยังหลอดภาพ แล้วหลอดภาพจะยิงลำแสงออกไปยังหน้าจอโทรทัศน์ ทำให้เกิด Pixel (จุดภาพ) บนจอภาพ ซึ่งในระบบ HDTV นั้นจะให้ภาพที่มีความละเอียดของ Pixel สูงกว่าโทรทัศน์ทั่วไปมาก จึงทำให้ภาพที่ออกมามีความคมชัด ละเอียด และไม่มีการกระพริบของสัญญาณภาพ ลักษณะการยิงลำแสง แบ่งได้ 2 แบบ คือ Interlaced Scanning และ Progressive Scanning

  • 480i/576i (SDTV) เป็นสัญญาณโทรทัศน์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นแบบดิจิทัล
  • 480p/576p (EDTV) เป็นโทรทัศน์ที่มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น (Enhanced Definition Television) หรือEDTV ที่ให้ภาพชัดเจนใกล้เคียงกับ HDTV ซึ่งดีกว่าที่รับชมกันในขณะนี้และทุกวันนี้สามารถ เล่นแผ่นดีวีดีทั้งหมดกับ EDTV ได้
  • 720p (HDTV) เป็น HDTV format ที่ให้คุณภาพใกล้เคียงกับ
  • 1080i แต่ก็ยอมให้ส่งสัญญาณ 480p ได้ด้วย 1080i (HDTV) เป็น HDTV image ที่มีคุณภาพของภาพที่คมชัดซึ่งเป็นแบบที่ผู้ให้บริการโทรทัศน์ใช้อยู่

อย่างไรก็ตาม การที่จะรับและส่งข้อมูลข่าวสารมีได้หลายวิธี แต่การที่จะรับและส่งข้อมูลได้ดีคือการที่ผู้รับสามารถรับข้อมูลได้ทั้งภาพและเสียง การแพร่ภาพโทรทัศน์เป็นการส่งข้อมูลอีกวิธีหนึ่งที่สามารถที่ให้ผู้รับได้ทั้งข้อมูลทางภาพและทางเสียงเหมือนกับแหล่งที่มา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ การแพร่ภาพโทรทัศน์แบบแอนะล็อก และการแพร่ภาพโทรทัศน์แบบดิจิตอล ซึ่งการแพร่ภาพในแต่ละประเภทสามารถรับและส่งข้อมูลได้หลายแบบ เช่น การส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิล การส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม และ การส่งสัญญาณภาคพื้นดิน ซึ่งอาจจะมากจากการถ่ายทอดสดหรือจากการบันทึกเทปไว้