Categories
Uncategorized

vr games อนาคตแค่ตามอง

vr games ปัจจุบันนี้ในประเทศชั้นนำของโลกเริ่มหันมาสนใจในการพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายกันมากขึ้น โดยปัจจุบันนี้เป็นยุคที่กำลังเข้าสู่ช่วง 5G ซึ่งในงาน MWC 2019 ที่เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ยังมีการนำเอาอินเตอร์เน็ต 5G มาใช้งานกันจริงๆอีกด้วย ซึ่งเป็นการแสดงศักยภาพของความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้คนที่รวมตัวกันอยู่ภายในงานนี้ ทำให้เราพอจะคิดกันได้ว่า 5G นั้นคือคำตอบของวงการ AR/VR ในอนาคตจริงๆ

การเข้ามาของ VR นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของหลายสิ่งอย่างอย่าง ด้วยเพราะตัวเทคโนโลยีของมันเองสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เกือบทุกอุตสาหกรรม และนี่คือ 4 สิ่งที่จะถูกปฏิวัติด้วย Virtual Reality

1. vr-games

vr games

การเล่นเกมส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ผู้เล่นกับตัวเกมจะมีเส้นแบ่งที่แยกทั้งคู่ออกจากกันอย่างชัดเจน นั่นคือ ผู้เล่นนั้นนั่งเล่มเกมอยู่ในโลกจริง (Real world) ส่วนตัวละครที่ผู้เล่นควบคุมจะอยู่ในโลกเสมือน (Virtual world) แต่ vr games จะทำลายเส้นแบ่งดังกล่าว ประสบการณ์ของการเล่นเกมและความสมจริงที่ผู้เล่นได้รับนั้นจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะ VR จะพาผู้เล่นเข้าไปอยู่ในเกมเลย

ผู้เล่นจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเกมจริง ๆ แม้ตอนนี้จะเกิดขึ้นแล้ว แต่ส่วนมากก็ยังมีความเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ และเกมที่รองรับ VR ก็ยังมีจำนวนน้อยมาก แต่ในอนาคต VR จะเข้ามามีอิทธิพลต่อกับวงการเกมมากขึ้นและพลิกโฉมการเล่นเกมอย่างแน่นอน

2. การชมภาพยนตร์

การชมภาพยนตร์ที่ไฮเทคที่สุดในตอนนี้ก็คือระบบ 4 มิติ มีควัน มีกลิ่น มีระบบสั่นสะเทือน และอื่น ๆ ซึ่งเราก็คิดว่ามันค่อนข้างสมจริงแล้ว แต่ในอนาคตที่ VR มีบทบาทมากขึ้น ภาพยนตร์อาจไม่ได้วางผู้ชมไว้ในฐานะคนดู (Spectator) แต่อาจเป็นตัวละครหนึ่งในเรื่องที่เป็นผู้เฝ้ามอง (Observer) สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องก็ได้ เช่น หนังสงครามในอนาคต เราอาจจะเป็นทหารนายหนึ่งในหน่วยของพระเอกอะไรแบบนั้น หรืออย่างน้อยที่สุด การดูภาพยนตร์ก็คงไม่จำกัดอยู่ที่ 180 องศา อีกต่อไป แต่ผู้ชมจะสามารถมองได้ 360 องศา เพื่อรับรู้เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น

3. การศึกษา

การศึกษาแบบดั้งเดิมก็จะสอนนักเรียนตามหนังสือ หรือมีวิดีทัศน์ให้ดูบ้างตามโอกาส แต่มันก็ไม่ได้ทำให้นักเรียนรู้สึกตื่นเต้นกับการเรียนรู้มากเท่าไร วิธีการสอนแบบดั้งเดิมเริ่มจะตามไม่ทันโลกแล้ว ซึ่งในอนาคต VR อาจกลายเป็น 1 ในเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ที่สำคัญก็เป็นได้ จากการที่คุณครูสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับโลกดึกดำบรรพ์ผ่านหนังสือเรียน อาจเปลี่ยนเป็นการให้เด็กสวมแว่น VR เข้าไปในโลกที่เต็มไปด้วยไดโนเสาร์ แล้วคุณครูก็ให้ความรู้ไปพร้อม ๆ กับเด็ก ๆ ได้เห็นไดโนเสาร์เสมือนจริงไปด้วย มันคงจะวิเศษน่าดู

4. การท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวมีข้อจำกัดเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องเวลา หรือเรื่องสถานที่ที่ไม่สามารถไปได้ แต่ในอนาคต VR จะทำให้ข้อจำกัดเหล่านั้นลดลง เมื่อเทคโนโลยีของเราไปถึงจุดที่สามารถสร้างโลกจำลองใน VR ได้เหมือนจริงมาก ๆ หรือมีเครื่องมือที่สามารถเก็บภาพจากสถานที่จริงได้ดีสุด ๆ การท่องเที่ยวก็จะอาจไม่จำเป็นต้องไปสถานที่จริงเสมอไป ในอนาคตอาจจะมีการสร้างอาคารขนาดมหึมาทีมีการจำลองภูมิประเทศ อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ ให้สอดคล้องกับโลกเสมือนที่อยู่ใน VR โดยที่เราเพียงแค่สวมแว่น VR แล้วเดินเข้าไปเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการออกไปนอกอวกาศ หรือการเดินชมพิพิฒภัณฑ์ที่อยู่ต่างประเทศด้วยแว่น VR อีกด้วย แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว!

Categories
Uncategorized

VR อุปกรณ์แว่นแห่งโลกอนาคต

ในยุคนี้ใครก็ต้องรู้จัก อุปกรณ์แว่นแห่งโลกอนาคตคือ แว่น Virtual Reality หรือแว่น VR ซึ่งเป็น Gadget ใหม่แห่งยุคที่ใครไม่รู้จักถือว่าตกเทรนด์ จุดเด่นที่สุดของแว่น VR คือการที่ผู้ใส่ ใส่แว่นแล้วจะเกิดภาพเสมือนจริงขึ้น ให้สัมผัสเสมือนว่าเราไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนเวลาเราดูหนังแนวsci-fi หรือ วิทยาศาสตร์ล้ำยุค ก็จะเห็นการที่ตัวเอกเสมือนหลุดไปอยู่ในโลกเสมือนจริง

มีการใช้ gadget บางอย่างที่ทำให้ดูล้ำสมัยทันสมัย โดยที่ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดนั้นจริงๆ แต่มาวันนี้ วิทยาการณ์ที่เราเคยมองเห็นแค่ในภาพยนตร์ได้ก้าวกระโดดออกมาสู่โลกยุคปัจจุบันได้จริงๆ ถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่แปลกใหม่ของ นวัตกรรม Gadget ในปีที่ผ่านมา

วีอาร์  สู่การใช้งานจริงในโลกปัจจุบัน

VR

แว่น วีอาร์  ในอดีตนั้นถูกนำมาใช้ในการสอนการบินให้แก่นักเรียนการบิน เพื่อจำลองสถานการณ์การบิน เพื่อให้ความรู้แก่นักเรียนการบิน ในการตัดสินใจ วิธีการบินหรือแก้ไขสถานการณ์ต่างๆของการบิน แต่ในปัจจุบัน เทโนโลยี วีอาร์  ถูกนำมาใช้ในกิจกรรมมากมายหลายประเภท ด้วยความที่ แว่น วีอาร์  ปัจจุบันมีราคาที่ถูกลง ต่างจากแต่ก่อนที่มีราคาสูงมาก อีกทั้งเทคโนโลยีของแว่น วีอาร์  ปัจจุบันก็ยังมีความทันสมัยขึ้นมาก สามารถจำลองสถานการณ์ และภาพเสมือนจริงได้สวยงามมากยิ่งขึ้น

ต่อยอดสู่โลกแห่งเกมส์

โปรแกรมการเล่นเกมส์เป็นอีกหนึ่ง กิจกรรมที่ได้ประยุกต์นำ เทคโนโลยี วีอาร์  มาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่เหล่าเกมเมอร์ จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันนอกจากร้านเกมส์คอมพิวเตอร์แล้ว ก็ยังเกิดร้านเกมส์ประเภท วีอาร์  ขึ้นมาอย่างมากมาย เพราะ การเล่นเกมส์แบบ วีอาร์  นั้นเป็นการทำให้เหล่าเกมเมอร์ มีส่วนรวมไปกับบทบาทที่ได้รับในเกม เสมือนว่าเป็นหนึ่งในตัวละครที่เผชิญสถานการณ์นั้นจริง

อีกทั้งการเก็บรายละเอียดของภาพและเทคนิค Effect ต่างๆก็เสมือนจริง จนทำให้เกิดประสบการณ์ความสนุก ความมันส์ ที่เกมมือถือ หรือเกมจาก PC หรือกระทั่ง เกม Playstation ก็ให้ไม่ได้ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมนวัตกรรม วีอาร์  จึงค่อนข้างประสบความสำเร็จมากในการนำมาผสมผสานกับธุรกิจเกมส์ต่างๆ จนหลังๆแทบจะนับเป็นอุปกรณ์เกมมิ่งชนิดหนึ่งเลยก็ว่าได้ (Gaming Gears)

มอบประสบการณ์ใหม่แก่โลกธุรกิจ

ไม่เพียงแต่ นวัตกรรม วีอาร์  จะถูกใช้งานโดยบริษัทพัฒนาเกมส์ เพื่อให้ผู้เล่นเกมส์ได้สัมผัสถึงความสมจริงเพราะไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ หรืออีเวนต์ใหม่ๆในปัจจุบัน ก็ได้มีการนำแว่นเสมือนจริงนี้มาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า อย่าง แบรนด์เสื้อผ้าดัง TOPSHOP ก็มีการใช้ วีอาร์  สำหรับ การเดิน fashion show ที่ประเทศอังกฤษ โดยให้ทุกสาขาของ TOPSHOP มีโซนแว่น วีอาร์  วางไว้และให้ลูกค้าที่เข้าไป สามารถหยิบแว่นขึ้นมาใส่ เพื่อเสมือนว่าตัวเองเป็นหนึ่งในแขกที่ได้รับเชิญไปร่วมงาน Fashion show ระดับโลกของ Topshop ที่กำลังเดินแบบอยู่จริงได้

หรือแม้กระทั่ง กลุ่ม Retail และ shopping Mall ก็ได้มีการดึงเอานวัตกรรมทันสมัยนี้เข้าไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มลูกค้า ผสมผสานกับการขายออนไลน์ เช่น การที่ ลูกค้าสามารถใส่แว่น วีอาร์  จากที่บ้าน และก็จะเสมือนว่าเราเข้าไปอยู่ในศูนย์การค้านั้นๆ และกำลังช้อปปิ้ง สามารถเห็นของที่วางอยู่เสมือนจริง และก็หยิบนำไปจ่ายเงินได้จริง จากนั้นของก็จะมาส่งที่บ้าน เป็นเหมือนการช้อปปิ้งออนไลน์เสมือนจริง สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า

Categories
Uncategorized

11.11 เพาเวอร์บาย ต่อตอน 2

บทความนี้เป็นตอนต่อจาก 11.11 เพาเวอร์บาย สุดยอดโปรโมชั่นแห่งปี คือนอกจากเรื่องของ 11.11 เพาเวอร์บาย ในส่วนของการท่องเที่ยวสุขภาพก็เป็นอีกเทรนที่น่าสนใจและมีโอกาสมากๆ หลังโควิคหายระบาด

กล่าวได้ว่า ท่ามกลางวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ ทำให้ทุกคนหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น ก่อนหน้าสถานการณ์โควิด ประเทศไทยได้ทำการโปรโมตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสุขภาพอยู่แล้วทั้งธุรกิจสุขภาพเชิงรักษา บำรุง และพักฟื้นต่างพากันเติบโตอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงมีภาษีด้านแบรนด์ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพไม่น้อยกว่าจุดหมายปลายทางชั้นแนวหน้าของโลก

11.11 เพาเวอร์บาย

โปรแกรมการจัดงานที่มีตัวเลือกด้านสุขภาพจะช่วยดึงดูดนักเดินทางไมซ์ได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลส์ ซึ่งใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องอาหารปลอดภัย การบำรุงรักษาสุขภาพ การออกกำลังกาย กิจกรรมเสริมสร้างสุขพลานามัย รวมไปถึงสุขภาพใจและการทำสมาธิ เป็นต้น ไมซ์ไทยจึงสามารถดึงไอเดียเหล่านี้ไปเรียงร้อยเป็นโปรแกรมของงานและชูเรื่องสุขภาพเป็นจุดขายหลักของประเทศไทย

การท่องเที่ยวกลางแจ้งและผจญภัย: เมื่อใคร ๆ ก็ไม่อยากอยู่แต่ในห้อง

กิจกรรมกลางแจ้งและการผจญภัยเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับงานไมซ์หลังโควิด 19 เพราะการอยู่แต่ในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเทนั้น เพิ่มความเสี่ยงในการระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจทุกชนิด และเช่นเดียวกับการท่องเที่ยวสุขภาพ กลุ่มนักเดินทางไมซ์รุ่นใหม่ชื่นชอบกิจกรรมที่ท้าทาย และได้ออกไปชื่นชมธรรมชาติ ณ จุดหมายปลายทางที่ไปเยือน

กิจกรรมกลางแจ้งและผจญภัย ไม่จำเป็นต้องเป็นกีฬาที่น่าหวาดเสียวหรือใช้แรงมากเสมอไป การเดินชมทัศนียภาพ หรือการละเล่นในท้องถิ่นที่เกิดขึ้นกลางแจ้งเป็นตัวเลือกที่เข้ากันกับทุกคนได้มากกว่ากิจกรรมโลดโผนอย่างการโรยตัวลงมาจากหอคอยหรือล่องแก่ง ลองเพิ่มไอเดียสนุก ๆ แบบเกมหรือการแข่งขันที่ช่วยให้ผู้ร่วมงานได้ทำกิจกรรม ร่วมกันแบบทีมบิลดิ้ง (Team Building) ช่วยให้กิจกรรมนั้น ๆ สนุกยิ่งขึ้น (อย่าลืมเรื่องความปลอดภัยและรักษาระยะห่างด้วย) เช่น วอล์คแรลลี่ในสวนสมุนไพรไทย ขอเพียงให้ได้ออกจากห้องประชุมมาใช้เวลานอกห้องกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ละเลยความสำคัญของออนไลน์อยู่ดี เพราะมันง่ายที่จะเข้าถึง และรวดเร็วที่จะเข้าหา เทคนิคที่จะทำให้คนเข้ามาที่เว็บไซต์เรามากขึ้น คือต้องทำให้เขาเจอเรา แบบแรกคือจุดที่ลูกค้าอยู่เยอะที่สุด ในตอนนี้ก็คือโซเชียลมีเดีย ต้องทำตลาดเนื้อหา content marketing โพสต์คอนเทนต์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย หากเนื้อหาของคุณดี ข้อมูลของคุณอาจถูกแชร์ออกไปโดยไม่ต้องโปรโมทหรือจ่ายเงินเลยเป็นไปแบบธรรมชาติ เมื่อคนไปอ่านเกิดความอยากได้ก็จะคลิกเข้ามาซื้อที่เว็บของคุณเองเลย

แบบที่สองคือบางคนมีความต้องการแล้ว แต่กำลังค้นหาสินค้าอยู่ จุดที่คนหาสินค้าก็คือในเสิร์ชเอนจิ้นหรือในกูเกิล เมื่อเขาเห็นอันไหนเป็นอันแรกก็จะซื้อเลย การทำการตลาดแบบที่คนมีความต้องการ มีความสนใจหรือความตั้งใจแล้ว การใช้เสิร์ชเอนจิ้นมักจะได้ผล

การใช้โซเชียลมีเดียกับเสิร์ชเอนจิ้นนั้นคนละวัตถุประสงค์กัน โซเชียลมีเดียเหมาะกับการโน้มน้าวคน แต่บนเสิร์ชเอนจิ้นนั้นคนมีความต้องการอยู่แล้ว เขามาค้นหาต้องเจอทันทีตรงนั้นเลย นี่คือช่วงเวลาที่ดีของการทำ branding ในขณะที่ทุกคนพากันประหยัดหมด

Categories
Uncategorized

11.11 เพาเวอร์บาย สุดยอดโปรโมชั่นแห่งปี

11.11 เพาเวอร์บาย สุดยอดโปรโมชั่นแห่งปี Double mega sale การตลาดที่ทุกคนถามหา โอกาสจากกลุ่มธุรกิจที่ปกติแล้วจัดงานไมซ์ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมองค์กรและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล กลุ่มนี้จะต้องหันกลับมาเลือกจุดหมายปลายทางในประเทศแทนการเดินทางไปต่างประเทศทั้งหมด หมายความว่างบประมาณด้านการตลาดมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทจะกลับมาสู่จุดหมายปลายทางในประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้ผู้จัดงานต้องพิจารณาเลือกจุดหมายปลายทางในประเทศที่ดึงดูดใจมากขึ้นกว่าเดิม

อย่างเช่น การเดินทางเพื่อเป็นรางวัลสำหรับพนักงานที่มีผลงานยอดเยี่ยมหรือการตอบแทนลูกค้าที่มียอดขายสูง ซึ่งผู้จัดงานมักมองหาประสบการณ์พิเศษในต่างประเทศ เมื่อต้องเลือกจุดหมายปลายทางในประเทศ ความเหนือระดับ ช่วงเวลาที่น่าประทับใจ หรือการนำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ จะกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการพิจารณา เช่น จุดหมายปลายทางที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก กิจกรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่นนั้น หรือการบริการที่ยกระดับเป็นพรีเมียมและเกิดขึ้นเฉพาะช่วงเวลาเท่านั้น

11.11 เพาเวอร์บาย

ทั้งนี้ ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่เกิดขึ้น ธุรกิจควรลองเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ ใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ให้ Personalisation, Localisation และ Festivalisation ที่เราเคยนำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้น่าประทับใจให้ธุรกิจคุณมากขึ้น นำเสนอโปรให้น่าสนใจ อาทิ 11.11 เพาเวอร์บาย

ตลาดระยะใกล้: ถึงเวลาคุยกับเพื่อนบ้าน

เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เราจะเริ่มเห็นการกลับมาของตลาดในประเทศเป็นอันดับแรก และค่อยขยับเป็นตลาดระยะใกล้ในภูมิภาคต่อไป เนื่องจากนักเดินทางส่วนมากไม่อยากใช้เวลาบนเครื่องบินนาน ๆ กลุ่มตลาดที่บินไม่เกิน 3 – 4  ชั่วโมง น่าจะเป็นตลาดแรก ๆ ที่กลับมา และหากพิจารณาตัวเลขผู้ติดเชื้อและการรับมือสถานการณ์ระบาดของโรค จะเห็นว่าประเทศในกลุ่ม CLMV ASEAN และตลาดใกล้ ๆ อย่างไต้หวัน ฮ่องกง เป็นกลุ่มที่รับมือได้ดี ตัวเลขการติดเชื้อไม่สูง และควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นโอกาสของไมซ์ไทยที่ควรจะมุ่งเจาะตลาดโดยการสร้างเครือข่ายกับตัวแทนที่ทำตลาดในประเทศเหล่านี้ ซึ่งมีความสนใจ และความต้องการที่แตกต่างกันไป อาทิ

กลุ่ม CLMV สนใจการสร้างเครือข่ายกับธุรกิจในประเทศไทยและน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจของนักจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ ขณะเดียวกันกลุ่มนักเดินทางธุรกิจและครอบครัวที่เดินทางมาร่วมงานไมซ์ในปีที่ผ่านมา แม้ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเล็กไม่ถึง 20 คน แต่ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงที่สุด ชื่นชอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความลักซูรี่อย่างมาก

– กลุ่มมาเลเซียและสิงค์โปร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าซื้อซ้ำ (Repeat Customers) มองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ จึงควรดึงดูดด้วยผลิตภัณฑ์และบริการผ่านการเล่าใหม่ ๆ หรือแม้แต่จุดหมายปลายทางใหม่ ๆ เช่น เมืองรองในภูมิภาคของไทย – ลูกค้าไต้หวัน เป็นกลุ่มลูกค้าซึ่งเดิมมีเที่ยวบินตรงมายังหลายเมืองนอกเหนือจากกรุงเทพฯ สะท้อนถึงความต้องการที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ในประเทศไทย รวมถึงยังมีบริษัทตัวแทนที่รู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี จึงเป็นโอกาสที่ดีของเมืองไมซ์ในภูมิภาคในการดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้

นอกจากนี้ต้องเช็คว่าช่องทางของเรานั้นมีเครื่องมือตัวอื่นเสริมอยู่ด้วยหรือไม่ เช่น มีระบบชำระเงินหรือยัง ลูกค้ากดจ่ายเงินได้ไหม โอนเงินสดหรือตัดบัตรเครดิตได้ไหม หากสินค้ามีราคาแพง ลูกค้าสามารถผ่อนชำระออนไลน์ได้หรือไม่ เมื่อลูกค้าจ่ายเงินมาแล้วจะจัดส่งอย่างไร มีระบบเชื่อต่อกับระบบขนส่งหรือไม่ ฯลฯ เหล่านี้จำเป็นต้องคิดทั้งหมดและติดตั้งเครื่องมือช่วยเหล่านี้เข้าไปให้ครบ

เมื่อช่องทางการขายพร้อม จึงเริ่มมาทำการตลาด คือเริ่มทำการประชาสัมพันธ์ ดึงคนเข้ามาในช่องทางที่เราสร้างเอาไว้ เครื่องมือออนไลน์เดี๋ยวนี้สามารถหาพวกเขาเจอได้ไม่ยาก ถึงเวลาทำการตลาดก็มาดูเรื่องของกลยุทธ์ว่าต้องทำอย่างไร จะพูดอะไร จะเตรียมเนื้อหาอย่างไร ใช้ภาพแบบไหน จะดึงเขามาที่หน้าเว็บเรา หรือดึงเข้ามาแชทกับเราทางเฟซบุ๊กหรือไลน์ของเรา หรือเข้ามาในเว็บให้ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้แล้วติดต่อกลับไปหาเขา ฯลฯ

Categories
Uncategorized

AirPods Pro รีวิว ทุกอย่างที่ควรจะเป็น!

Air Pods Pro รีวิว ทุกอย่างที่ควรจะเป็น! Air Pods Generation ใหม่ควรจะเป็น คุณภาพเสียงเพลง คุณภาพเสียงคุย ระบบฟังเสียงภายนอก ปุ่มควบคุม ขนาด ความพอดีหู ความรู้สึกมั่นคงเวลาใส่ และความสบายเมื่อใส่เป็นระยะเวลานาน ชาร์จด้วยสาย Lightning และกล่องรองรับ Wireless Charging เป็นมาตรฐาน

AirPods Pro รีวิว

คุณภาพเสียง เชื่อว่า Apple คงได้ know-how มาจาก Beats บ้าง และไม่พลาดที่จะนำบทเรียนจาก Apple In-Ear Headphones รุ่นบรรพบุรุษมาปรับปรุง ดังนั้นด้วยเงิน วิศวกร ระดับของสินค้า และการที่มี Beats มา Share Knowledge ด้วยนั้น ทำให้ AirPods Pro เป็น True Wireless แบบ In-ear ให้เสียงที่รายละเอียดครบถ้วน Stage เสียงดีขึ้นไม่ด้อยไปกว่าหู UIEM (Universal In-ear Monitor) ระดับราคาเดียวกันในท้องตลาด มาพร้อมเสียงเบสทุ้มที่อยู่ในจุดสมดุลมากสำหรับผู้เขียนเลยทีเดียว ตอบสนองครบอย่างมีมิติ ไม่บวมไม่ย้วย และไม่เบียดพี่กลางและน้องแหลมให้เสียอารมณ์ ถือว่าขัดเกลามาได้ดี

ระบบรับฟังเสียงภายนอก (Transparency Mode) ผู้เขียนมองว่าเป็นระบบที่ Underrated มากที่สุดอย่างหนึ่งของ AirPods Pro รีวิว แบบไม่อ่อนข้อ จะของกล่าวถึงจุดอ่อนของหูฟังแบบ In-ear headphones มีคุณสมบัติมาตรฐานของมันก็คือขณะที่เราใส่หูอยู่ จุกแบบยางซิลิโคน โฟม หรือพลาสติก จะเข้าไปยัดอยู่ในหูเพื่อซีลไม่ให้เสียงภายในออกมาและไม่ให้เสียงภายนอกเล็ดลอดเข้าไป เพื่อแลกกับคุณภาพและรายละเอียดของเสียงเพลงที่เราได้ยิน ดังนั้นเวลาเราจะฟังเสียงภายนอก หรือคนที่แวะมาคุยกับเรา เราต้องขอโทษเขา แล้วดึงหูฟังออกจากหูก่อน

ขนาดของตัวหูฟัง การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของ AirPods เมื่อเทียบกับ AirPods Pro รีวิว คือขาของหูฟังที่สั้นลง และหัวที่อวบขึ้น ทำให้สำหรับคนผมสั้น เวลาใส่หูฟังแล้วจะไม่โดดเด่นเท่าขาของ AirPods รุ่นเดิม หรือที่ผู้เขียนเรียกว่า smaller footprint

หากคุณเป็นคนหูเล็กกว่าปกติ และมีปัญหากับการใส่ EarPods, AirPods และหูฟังในท้องตลาดมาโดยตลอด ผมเกรงว่า AirPods Pro จะยังไม่ได้แก้ไขปัญหานี้ครับ ต้องรบกวนให้แวะตัวแทนจำหน่ายเพื่อทดลองสวมใส่ หรือสั่งซื้อจาก Apple เพื่อให้สามารถส่งสินค้าคืนได้ในกรณีที่หูฟังเข้ากับหูไม่ได้

จากการทดสอบใช้งานตลอดทั้งช่วงเย็นของวันที่เขียน เดินไป-มาอย่างต่อเนื่อง พบว่าแม้เหงื่อจะออกค่อนข้างมากจนไหลจากศีรษะลงมาที่หู แต่ AirPods Pro ยังไม่แสดงอาการว่าจะหลวม ขยับ เคลื่อน เลื่อน หลุด แต่อย่างใด เนื่องจาก Ear Tip ที่นอกจากจะซีลหูได้ดีโดยไม่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดแล้วหูฟังยังผ่านการทดสอบการทนน้ำระดับ IPX4 ด้วย จึงไม่ต้องกลัวเหงื่อเข้าไปโดนระบบหรือลำโพงนะครับ เคสนี้ใส่วิ่ง Outdoor Run ก็ไม่น่าจะต้องกังวลแหละ

ใส่นานหลายชั่วโมงก็ยังสบาย ตั้งแต่ที่ได้หูฟังมาทดสอบ ผู้เขียนใส่ Air-Pods Pro ไว้ทั้งสองข้างต่อเนื่องนานกว่าสองชั่วโมง โดยขณะที่ใช้ชีวิตประจำวัน เราก็ใส่ค้างไว้ตลอด พร้อมกับเปิดใช้ Transparency Mode โดยไม่เปิดเพลง พบว่านานเข้าก็เกือบลืมไปเลยว่าใส่หูฟังอยู่ ส่วนหนึ่งเพราะปลายซิลิโคนแบบบางนิ่ม และเพราะระบบระบายอากาศ Air Vent ที่ช่วยให้ความดันในหูสมดุลไม่อึดอัดเหมือนใส่หู In-Ear ทั่วไปที่ซีลหูจนสนิท

Categories
Uncategorized

AirPods Pro ฟีเจอร์ใหม่ที่น่ามอง!

AirPods Pro เป็นหูฟัง True Wireless ที่ Apple เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งระบบตัดเสียงและการวิเคราะห์จุกยางว่าแน่นหรือหลวมไปสำหรับหูของเราหรือไม่ เสียงถูกปรับจูนให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนอย่างสัมผัสได้ ซึ่งสื่อชั้นนำต่าง ๆ เห็นเป็นทิศทางเดียวกันว่าถ้ามีแผนจะซื้อ Air-Pods อยู่แล้ว รุ่น Pro นับเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี อย่างไรก็ตาม Air-Pods-Pro ก็ยังมีข้อด้อยอยู่เช่นกัน

AirPods Pro

ดีไซน์ที่ควรเรียกว่ารุ่นใหม่ รูปลักษณ์ของ Air-Pods-Pro ถือว่าดีไซน์ใหม่หมด หัวจุยางฟิตเข้าหูได้ง่าย ไม่ต้องกลัวหล่นแบบ Air-Pods 2 และเพิ่มการกันน้ำระดับ IPX4 CNET เห็นว่าการปรับดีไซน์และการกันน้ำช่วยอำนวยความสะดวกตอนออกกำลังกายในยิมหรือในชีวิตประจำวันที่ต้องวิ่งขึ้นลงรถเมล์ได้ดีมาก

ภายในกล่องของAir-Pods-Pro มีสายแปลง Lightning to USB-C แต่ไม่มีปลั๊กแถมมา, เคสใส่หูฟังรองรับการชาร์จไร้สายผ่านมาตรฐาน Qi ถ้าระบบแจ้งว่าจุกยางไม่เข้ากับขนาดช่องหู แอปเปิลมีจุกยางให้ปรับเลือกได้ 3 ขนาด ทั้งเล็ก, กลาง, ใหญ่ ถ้าทำหายยังซื้อใหม่ได้ในราคา 4 ดอลลาร์หรือราว 120 บาท ถือว่าไม่แพงนัก เพียงแต่จุกยางของ Air-Pods-Pro เป็นจุกยางเฉพาะที่ต้องซื้อกับแอปเปิลเท่านั้น นำจุกหูฟังของรุ่นอื่นมาใส่แทนไม่ได้

ที่หน้าสเปคของแอปเปิลระบุว่า ก้านหูฟัง Air-Pods-Pro สั้นกว่า AirPods 2 โดยลดจาก 40.5 มิลลิเมตร เหลือ 30.9 มิลลิเมตร และก้านติดตั้ง Touch Sensor ไว้ ทำให้ควบคุม Air-Pods Pro ด้วยการบีบที่ก้านได้

ในหน้าสเปค แอปเปิลแจงวิธีใช้ไว้ว่าถ้าเราบีบเร็ว ๆ หนึ่งทีเป็นการเล่น/หยุดเพลงหรือรับสาย, บีบสองที ข้ามไปเพลงต่อไป บีบสามทีเพื่อเล่นเพลงก่อนหน้า ถ้าบีบค้างเอาไว้ เป็นคำสั่งสลับโหมดตัดเสียงรบกวน (noise-cancelling) กับโหมดเปิดให้เสียงรอบข้างเข้ามา (transparency) นับเป็นลูกเล่นที่ดี ทว่าหลาย ๆ สื่ออยากให้แอปเปิลช่วยเพิ่มคำสั่งเพิ่มลดเสียงเข้ามาด้วยจะเยี่ยมมาก

ลองใช้งานจริง: เสียงและระบบตัดเสียงรบกวน (noise-cancelling) ที่ดีขึ้น

ถ้าเอาเสียงของ Ai-rPods 2 เป็นตัวตั้ง เสียงเบสของรุ่น Pro ดีขึ้น, เนื้อเสียงแน่นและชัดเจนแต่ไม่เยอะหรือกระแทกแบบ Beats รุ่น Powerbeats Pro นอกจากนี้ Adaptive EQ ที่เป็นฟีเจอร์ปรับจูนเพลงให้เข้ากับทรงหูของเราโดยอัตโนมัติ ช่วยให้เสียงของ Air-Pods Pro ดีกว่าเดิมและใช้ฟังเพลงได้หลายแนวยิ่งขึ้น แต่ Adaptive EQ จะทำงานต่อเมื่อเปิดโหมด noise-cancelling อยู่เท่านั้น ถ้าเปิดโหมดให้เสียงรอบข้างเข้ามาจะไม่ทำงาน

ในโหมด transparency ที่เปิดให้เสียงภายนอกเข้าได้ The Verge ยอมรับว่าช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น โดยเสียงที่เข้ามาจะเป็นแบบช่วงสั้น ๆ เช่นเสียงประกาศของสนามบินหรือรถไฟฟ้า ช่วยให้ไม่พลาดประกาศสำคัญ ส่วน Android Authority บอกว่าโหมด transparency ใช้กับระบบ Android ได้ด้วย แต่ต้องไปเลือกในคำสั่ง Bluetooth เอง

โหมด noise-cancelling ของ Air-Pods-Pro จัดว่าทำงานได้ดีในบริบทชีวิตประจำวัน เสียงรบกวนทั่ว ๆ ไปเช่น เสียงคุยของคนรอบข้าง, เสียงดังในร้านกาแฟและเสียงของรถไฟใต้ดินก็ตัดได้ แต่ไม่ถึงขั้น Sony WF-1000XM3 ที่ SoundGuys ยกให้เป็นหูฟัง True Wireless ที่ตัดเสียงได้ดีสุด

ราคาระดับนี้ยังมีคู่แข่งที่เสียงดีกว่า การตั้งราคา Air-Pods-Pro ไว้ที่ 249 ดอลลาร์ (ราคาไทย 9,490 บาท) ทำให้สื่อต่างประเทศนำไปเปรียบกับหูฟัง True Wireless ราคาใกล้เคียงกันหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Sony หรือ Beats ที่อยู่ในเครือเดียวกัน ว่าดีหรือด้อยกว่าอย่างไรบ้าง

CNET คิดว่าถ้าเทียบกับ Sony WF-1000XM3 ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงของ Air-Pods Pro และเปิดราคามาแค่ 229.99 ดอลลาร์ (ราคาไทยที่ 8,990 บาท) ฝั่ง Sony ชนะเรื่องเสียงที่แน่น, เคลียร์และนุ่มนวลกว่า ระบบตัดเสียงยังทำได้ดีกว่าด้วย แถมฟังต่อเนื่องนาน ๆ ได้สบาย แบตเตอรียังใช้ได้นานกว่า โดย AirPods-Pro ที่ CNET ทดสอบใช้งานได้เพียง 4 ชั่วโมงครึ่ง (เปิดเสียงดังราว 70%) ขณะที่ Sony ได้ถึง 6 ชั่วโมง โดย Sony แพ้ AirPods Pro เพียงเรื่องเดียวคือตอนใช้คุยโทรศัพท์ที่ Air-Pods ให้เสียงที่ดีกว่า

หากเทียบกับ Powerbeats Pro จาก Beats ที่อยู่ในเครือแอปเปิลด้วยกัน มีราคาถูกกว่าคือ 199.95 ดอลลาร์ (ราคาไทย 8,900 บาท) Powerbeats Pro ชนะที่เรื่องแบตเตอรีใช้ได้นานสุด 9 ชั่วโมง มีชิป Apple H1 เหมือนกัน เชื่อมต่อกับอุปกรณ์แอปเปิลชิ้นอื่นได้สะดวกเท่ากัน ส่วนประเด็นเสียงเบสที่หนักเป็นเอกลักษณ์ของ Powerbeats Pro ก็ต้องอยู่ที่รสนิยมของคนใช้ว่าชอบหรือไม่ชอบ

ข้อเสียของ Beats คือเคสยังใหญ่เทอะทะกว่า สรุป: ดีกว่ารุ่นก่อนชัดเจน แต่เทียบแล้วยังด้อยกว่าคู่แข่งบางเรื่อง จุดแข็งของ AirPods-Proคือ เนื้อเสียงและระบบตัดเสียงที่ดีกว่า Air-Pods 2 อย่างชัดเจน ถ้าใครกำลังจะซื้อ Air-Pods อยู่และสามารถจ่ายเงินเพิ่มอีก 2,000 บาทเพื่อเปลี่ยนจาก Air-Pods 2 ราคา 7,490 บาท มาเป็น AirPods Pro ราคา 9,490 บาท ได้ก็นับว่าคุ้มลงทุน

Categories
Uncategorized

ipad ราคาเท่าไหร่ ไม่มีหวั่น

ไม่ว่าคุณจะกำลังตัดสินใจซื้อ แท็บเล็ตระดับพรีเมียม อย่าง iPad Pro ที่มีความเร็วและความสามารถเหมือนกับคอมพิวเตอร์ หรือ แท็บเล็ตรุ่นที่เล็กลงมา อย่าง iPad Air และ iPad Mini ที่มีให้เลือกหลากหลายขนาด ความเร็ว ความจุ และสเปคการใช้งาน วันนี้เรามีข้อมูลของ ipad ราคา ต่างๆ มารีวิวให้คุณพิจาณาก่อนเลือกซื้อ

ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักกับ ipad ราคา ต่างๆ ในแต่ละตัวกันก่อน คุณรู้หรือไม่ว่า Apple ได้มีการแบ่งกลุ่ม iPad ออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ซึ่ง iPad แต่ละกลุ่มนั้น ก็จะถูกออกแบบให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานของผู้ใช้มากที่สุด ทำให้คุณมีตัวเลือกมากขึ้น และนั้นทำให้ iPad สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในทุกระดับ ทั้งนักเรียน นักศึกษา รวมไปถึงกลุ่มคนทำงาน โดยทั้ง 4 กลุ่ม มีดังนี้

1. Apple iPad mini เป็น iPad น้องเล็กสุดในรุ่น ซึ่งจะมีขนาดไม่ใหญ่มากจนเกินไป เหมาะสำหรับการพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกที่สุดจาก iPad ทุกรุ่น เหมาะสำหรับ ดูหนัง เล่นเกม จดโน๊ต หรือท่องอินเตอร์เน็ตทั่ว ๆ ไป เหมาะสำหรับ : คนที่ชอบพกพาไปไหนมาไหน

2. Apple iPad เป็น iPad หน้าจอขนาด 10.2 นิ้ว ที่มีราคาประหยัดมาก มีการรองรับทั้ง Apple Pencil อีกด้วย สำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป ทั้ง ดูหนัง เล่นเกม จดโน๊ต หรือท่องอินเตอร์เน็ต แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ อาจจะพกพาได้ลำบาก หากคุณไม่มีประเป๋า เหมาะสำหรับ : คนที่ต้องการใช้งานฟังก์ชั่นพื้นฐานเท่านั้น

3. Apple iPad Air เป็น iPad รุ่นที่มีการลดสเปคมาจาก iPad Pro โดยยังมีฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่คล้าย ๆ กัน และมีตัดออกไปบางส่วน แต่ยังคงรองรับการใช้งาน Apple Pencil และ Smart Keyboard ด้วยสเปคที่ลง จึงทำให้มีราคาที่ประหยัดขึ้นด้วย โดยในรุ่นนี้นอกจากการใช้งานทั่ว ๆ ไปแล้ว คุณสามารถใช้งานในส่วนกราฟฟิกได้มากขึ้น อาทิ การตัดต่อไฟล์วีดีโอ ขนาดไม่ใหม่มาก เป็นต้น เหมาะสำหรับ : คนที่ต้องการนำไปใช้ทำงานแทนคอมพิวเตอร์

4. Apple iPad Pro  เป็น iPad รุ่นที่สวยที่สุด แรงที่สุด และแพงที่สุดด้วย มีสเปคจัดเต็มในทุก ๆ ด้าน มาพร้อมหน้าจอที่ให้สีตรงเป๊ะไม่ผิดเพี้ยน และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยให้การใช้งานกราฟฟิกได้เต็มประสิทธิภาพ ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ทำงานด้านกราฟฟิคเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถตัดต่อ แต่งภาพ ได้สบาย ๆ และด้วยหน้าจอที่มีให้เลือก 2 ขนาด ทั้ง 11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว ขนาดใหญ่จุใจ ช่วยเพิ่มพื้นที่การทำงานได้เป้นอย่างดี อีกทั้งยังรองรับ Apple Pencil Gen 2 ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นจากตัวเดิม ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ Apple iPad Pro ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับ : คนที่ต้องการนำไปใช้ทำงานแทนคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะด้านกราฟฟิก

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ iPad 6 หรือ iPad 2018 รุ่นเริ่มต้นสุดของ Apple ก็เริ่มมาพร้อมกับราคาที่เอื้อมถึงได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวเก่าอย่าง Apple A10 และยังคงใช้เรื่อยมาจนถึง iPad 10.2 หรือ iPad 7 แต่ก็ยังดีที่ทำให้รองรับการใช้งานร่วมกับปากกาทำให้เกิด Prodcitivity ที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิมได้ แต่หากใครกำลังมีแผนที่จะซื้อ iPad 10.2 ในเร็ว ๆ นี้ก็แนะนำให้อ่านข่าวนี้ก่อน

Ming Chi-Kuo สายข่าวลือเจ้าประจำของ Apple รายงานว่า “iPad” รุ่นใหม่จะมีหน้าจอขนาด 10.8 นิ้ว ขยายเพิ่มจาก 10.2 นิ้ว โดยคาดว่า Apple จะวางแผนการทำตลาดในลักษณะเดียวกันกับ iPhone SE คือทำชิปประมวลผลให้แรงเอาไว้ก่อน แถมยังมีรายงานจาก @L0vetodream ระบุว่า iPad 2020 จะมาพร้อมกับชิปประมวลผล Apple A12 ที่ถูกใช้ใน iPad Air 3 และ iPad mini 5 รวมถึง iPhone XS ซีรีส์อีกด้วย

ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าการเพิ่มขนาดหน้าจอจาก 10.2 นิ้วไปเป็น 10.8 นิ้วนั้น จะต้องเพิ่มขนาดของตัวเครื่องไปด้วยหรือไม่ หรือขนาดของขอบหน้าจอลงเพื่อขยายเฉพาะส่วนของการแสดงผลอย่างเดียว