Categories
Uncategorized

โทรศัพท์ samsung พกพาสะดวกได้เหมือน Gadgets

ถือเป็นรุ่นแรกที่เป็น โทรศัพท์ Samsung ฝาพับที่ใช้วัสดุหน้าจอเป็นกระจกที่สามารถพับได้ ซึ่งคิดค้นและพัฒนาโดย Samsung โดยจอกระจกพับได้จะทำงานร่วมกับหน้าจอแสดงผลที่พับได้ จึงเป็นความสำเร็จที่ทาง Samsung ภูมิใจนำเสนอซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สำหรับรุ่นนี้เป็นมือถือพับหน้าจอได้รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นการพับคนละแบบกับ โทรศัพท์ Samsung Galaxy Fold เมื่อกางออกมาจะเป็นหน้าจอไซส์ Tablet แต่สำหรับรุ่นนี้เมื่อกางออกมาจะมีขนาดหน้าขอเท่าๆ กับสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไป

โทรศัพท์ samsung

Galaxy Z Flip เป็นสมาร์ทโฟนแบบพับจอได้ (Foldable Phone) รุ่นที่สองของ Samsung ที่ออกมา เพราะก่อนหน้านี้มีรุ่นพี่ Samsung Galaxy Fold ซึ่งเป็นตัวแรกของค่ายออกมาแล้ว ดังนั้นตัว Galaxy Z Flip จึงมีการปรับปรุงและพัฒนาได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมหลายด้าน แถมขนาดก็กำลังพอดีมือพอพับจอแล้วยิ่งเล็กเข้าไปใหญ่ สะดวกต่อการพกพาเป็นอย่างมาก

รูปลักษณ์ภายนอก จอกระจกแบบพับได้ (Infinity Flex Display) โดยใช้ Ultra Thin Glass (UTG) หรือนวัตกรรมแผ่นกระจกที่สามารถโค้งงอ คิดค้นสำเร็จครั้งแรกโดยทีมวิจัยและพัฒนาของซัมซุงเอง กล้องหน้า ซึ่งให้ความละเอียดของภาพ 10 ล้านพิกเซล ถูกออกแบบให้อยู่บริเวณกึ่งกลางด้านบน ไม่มีรอยบากบนหน้าจอ ส่วน 2 กล้องหลังให้ความละเอียดของ

ส่วนเทคโนโลยีที่ทำให้หน้าจอพับได้แบบมั่นใจกว่ารุ่นก่อน เป็นกลไกบานพับแบบใหม่ ที่เรียกว่า Hideaway Hinge ประกอบด้วยกลไก Dual CAM ขนาดเล็กที่ช่วยให้ทุกการพับเป็นไปอย่างนุ่มนวลและมั่นคง กางออกและหยุดได้ตามองศาที่ต้องการเหมือนหน้าจอแล็ปท็อป ระบบบานพับ Hideaway Hinge ยังใช้เส้นใยไนลอนที่พัฒนาขึ้นเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและฝุ่นที่เข้ามาในบานพับด้วย

ดีไซน์ของ Galaxy Z Flip ที่ตัวเครื่องกางออกได้ทุกองศาและตั้งวางได้ (นอกจากนี้ เรายังสามารถกางหน้าจอปรับองศาให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพ Selfie โดยสามารถวางเครื่องเอาไว้เป็นขาตั้งได้เลยทันที และยังใช้ดูคลิปวิดีโอ รูปภาพ หรือแชทแบบครึ่งจอเหมือนกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค หรือจะวางเครื่องใช้สนทนาวิดีโอคอลล์ก็สะดวกไม่แพ้กัน ใช้งานได้แบบเอนกประสงค์มากๆ ) ทำให้ใช้งานได้แบบไม่ต้องใช้มือจับเครื่องหรือพึ่งขาตั้งกล้อง สามารถถ่ายเซลฟี่หรือวิดีโอแชตผ่านแอปพลิเคชัน Google Duo ซึ่งใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการใดก็ได้

พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน ตามสเปคระบุว่า Samsung Galaxy Z Flip จะมีพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 256GB แต่เมื่้อเปิดเครื่องมาครั้งแรก พร้อมติดตั้งแอพฯ ที่ทาง Samsung แนะนำ ก็จะเหลือพื้นที่ประมาณ 222.2GB แสดงว่าระบบมีการกินพื้นที่ไปกว่า 34GB ส่วน RAM ก็มาขนาด 8GB ถือว่าเยอะพอสมควร สามารถใช้งานแอพฯ พร้อมกันได้อย่างราบรื่น

ระบบปฏิบัติการ ด้านซอฟแวร์ของ Samsung Galaxy Z Flip จะเป็น One UI 2.1 บนพื้นฐาน Android 10 ซึ่งการใช้งานยังเหมือนสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ของ Samsung ทั้งหน้าตา และฟีเจอร์ที่ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่อาจจะมีบางฟีเจอร์ที่พิเศษขึ้นมาเช่น Flex Mode ..

นอกจากนั้น ซัมซุงยังได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Google ออกแบบโหมด Flex เพื่อรองรับคอนเทนต์บนจอของ Galaxy Z Flip เมื่อกางหน้าจอออกและเครื่องอยู่ในแนวตั้ง (Free-standing) จอแสดงผลจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยอัตโนมัติ สามารถดูภาพหรือวิดีโอที่จอด้านบน รวมทั้งค้นหาวิดีโออื่นๆ หรือเขียนคอมเมนต์ใต้วิดีโอได้พร้อมกันที่หน้าจอด้านล่าง

ขณะที่ฟังก์ชันอื่นๆ อยู่ในมาตรฐานระดับมือถือเรือธงในตระกูล Galaxy S มี Night Mode ถ่ายวิดีโอ Hyperlapse ในเวลากลางคืนหรือในที่มีแสงน้อยโดยไม่ต้องพึ่งแฟลช ถ่ายวิดีโอในอัตราส่วน 16 : 9 ซึ่งเป็นขนาดที่ดีที่สุดสำหรับการอัปโหลดขึ้นโซเชียลมีเดีย

ในด้านของระบบความปลอดภัยของ Samsung Galaxy Z Flip จะมีให้ใช้งาน 2 อย่างคือ การสแกนลายนิ้วมือ และการสแกนใบหน้า โดยการสแกนลายนิ้วมือที่สแกนจะอยู่ตรงปุ่มเพาเวอร์ การสแกนจริงถือว่ามีความรวดเร็วอย่างมาก และสามารถจดจำลายนิ้วมือได้ถึง 4 ลายนิ้วมือ ส่วนการสแกนใบหน้าก็มีการสแกนที่รวดเร็วดเหมือนกัน ที่สำคัญสามารถปลดล็อกหน้าจอในที่แสงน้อยได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้ยังสามารถจดจำใบหน้าได้ 2 ใบหน้า

Galaxy Z Flip มาในสีม่วง ดำ และทอง ซึ่งหรูหราเตะตาเป็นอย่างมาก เสียดายที่ในไทยวางขาย 2 สี คือดำและม่วง ในราคาค่อนข้างบาดใจ 44,900 บาท

Categories
Uncategorized

ถึงเวลาของ 9.9 เพาเวอร์บาย !!

ถือว่าเป็น campaign ใหญ่ประจำปีของทุก E-commerce Platform ก็ว่าได้ นั่นคือ campaign 9 เดือน 9 หรือ ‘9.9‘ ที่ทุกแบรนด์พร้อมใจกันลดราคาพิเศษสุด ๆ อาทิ 9.9 เพาเวอร์บาย ช้อปปี้ ลาซาด้า และ MKP อื่นๆ อีกมากมาย ที่พร้อมจะลดกระหน่ำกัน

9.9 เพาเวอร์บาย

อย่างไรก็ตาม เรามาดูเหตุผลว่ามีเหตุผลอะไรบ้าง ที่ให้ 9.9 เพาเวอร์บาย ช้อปปี้ ลาซาด้า และ MKP อื่นๆ อีกมากมาย เป็นที่ต้องการและโด่งดัง น่าจับจ่ายใช้สอย

  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำเป็นต้องรีบขายให้หมด – ไม่ใช่เพราะว่าของจะเสีย แต่เพราะว่าสินค้าจำพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นมีเลขล็อตการผลิตที่ชัดเจน อีกทั้งส่วนใหญ่จะอัปเดตเฟิร์มแวร์รุ่นล่าสุดมาให้ในช่วงเดือนนี้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นช่วงเทศกาลล้างสต็อกก่อนที่จะนำเข้าสินค้าใหม่แทนที่
  • อยู่ในช่วงฤดูท่องเที่ยว – ช่วงกันยายน – ธันวาคมเป็นช่วงฤดูแห่งการท่องเที่ยวในสถานที่ต่างจังหวัด ต่างประเทศ ส่งผลการจองทั้งตั๋วเครื่องบิน แพ็คเกจทัวร์ โรงแรม รีบจัดโปรเด็ดออกมาให้คุณได้ซื้อ เพื่อเตรียมที่จะเที่ยวในช่วงวันสิ้นปี ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีของผู้ที่ทำธุรกิจทัวร์หรืออุปกร์ที่ใช้แคมป์ปิ้ง
  • เปลี่ยนลุคใหม่ เตรียมต้อนรับปีใหม่ – วันและเวลาช่วงก่อนสิน้ปี หรือขึ้นปีใหม่ใครๆ ก็อยากเปลี่ยนลุคใหม่ไม่ว่าจะเป็น ทรงผม เสื้อผ้า เพื่อจะได้รับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่งเจ้าของร้านเสื้อผ้าควรจะจัดโปรในวันนั้นให้คุณช้อปเสื้อผ้าแบบไม่เปลืองเงิน และได้เสื้อใหม่เพื่อไปเฉลิมฉลองรับปีใหม่ ในราคาที่ไม่แพงยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการลดล้างสต๊อกที่ให้ผลลัพธ์ดีมากอีกด้วย
  • เทศกาลของการให้ของขวัญ เตรียมให้พร้อมก่อนสิ้นปี ใครๆ ก็รู้ว่าเทศกาลปีใหม่เป็นเทศกาลแห่งการให้ของขวัญ ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนการได้รับของขวัญก็ยังเปรียบเสมือนการมอบสิ่งดีๆ ให้กันและกัน นั่นหมายความว่าเป็นโอกาสอันดีสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่จะทำโปรโมชั่นหรือบริการเสริมเป็นการห่อของขวัญฟรี สำหรับลูกค้าที่อุดหนุนสินค้าของเราและทำให้สะดวกต่อผู้ซื้อ เมื่อต้องการจะซื้อสินค้าจากร้านคุณไปมอบให้คนพิเศษนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจถึงวิธีทางสะดวกสบาย จากการชำระเงิน โดยผลสำรวจบอกว่า วิธีการ หรือช่องทางการชำระเงิน” ที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบ และมักเลือกใช้เป็นประจำนั้น สำหรับผู้ชายอันดับที่ 1 คือ เงินสด หรือการชำระเงินปลายทาง โดยมีจำนวน 33% รองลงมาคือ การชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินออนไลน์ เช่น แอร์เพย์ หรือทรูมันนี่ วอลเลท เป็นต้น โดยมีจำนวนตามมาติดๆ ที่ 31% ในขณะที่ฝั่งผู้หญิงนั้น อันดับที่ 1 คือ การชำระเงินผ่านแอปฯ ธนาคารบนมือถือ  จำนวนสูงถึง 44% เลยทีเดียว ตามมาห่างๆ ที่ 29% คือ การชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินออนไลน์ เช่น แอร์เพย์ หรือทรูมันนี่ วอลเลท เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า “วิธีการชำระเงิน” ที่ผู้ชายส่วนใหญ่ชื่นชอบ และนิยมใช้มากที่สุดนั้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้ชายที่ช้อปปิ้งออนไลน์ อาจไม่ต้องการให้มีการส่งสินค้า หรือพัสดุไปยังที่บ้านในช่วงเวลาที่ตนเองไม่อยู่ (ให้คนอื่นมารับแทน) รวมถึงอาจไม่ต้องการให้มีหลักฐานผ่านการชำระเงินรูปแบบอื่นๆ ก็เป็นได้ จึงเลือกวิธีการชำระเงินในรูปแบบดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี อย่างที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบัน บรรดานักการตลาดต่างพากันหยิบยกวันต่างๆ ขึ้นมาเป็นเทศกาล เช่น เทศกาล 9.9 เทศกาล 10.10 หรือเทศกาล 12.12 ที่กำลังจะมาถึงก็ตาม ซึ่งก็มักจะเกิดคำถามตามมาบ่อยๆ ว่าจริงๆ แล้วเทศกาลไหนที่คุ้มค่ามากกว่ากัน เทศกาลไหนที่ให้ส่วนลด หรือโปรโมชันที่ดี และน่าสนใจมากกว่ากัน จะได้รอไว้ช้อปปิ้งในช่วงเทศกาลดังกล่าว หรือจริงๆ แล้วทุกเทศกาลไม่แตกต่างกัน

Categories
Uncategorized

Airpod Vs Galaxy Buds Live แบทเทิล!

นับตั้งแต่ต้นปีที่รอคอย ซังซุงได้เปิดตัวหูฟังไร้สาย Galaxy Buds Live กันสักที และเปิดตัวพร้อมกับสมาร์ทโฟนเรือธง Galaxy Note 20 series โดยมีดีไซน์แปลกตารูปทรงดูคล้ายถั่ว และยังรองรับเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ (Active Noise Cancellation) ซึ่งเป็นจุดเด่นของ airpod Pro เริ่ม..แบทเทิล!!

จากข้างต้น หูฟัง Galaxy Buds Live ของ Samsung มีรูปทรงคล้ายขนม Jelly bean แต่ก็เข้ากับรูปทรงของหู และยังสวมใส่เป็นเวลานานได้อย่างสบาย มาพร้อมไดรเวอร์ขนาด 12 มิลลิเมตร และไมโครโฟน 3 ตัว และ Voice Pickup Unit หรือ หน่วยตรวจจับเสียงพูด ทำให้การสนทนาชัดเจน เมื่อพูดถึงคุณภาพเสียง ทาง MacRumors กล่าวว่า Galaxy Buds Live ให้เสียงที่ดีกว่า AirPods Pro‌ และ AirPods แต่ AirPods Pro‌ มีสมดุลของเสียงและให้ความชัดเจนกว่า ยกเว้นเสียงเบสที่ Galaxy Buds Live ให้เสียงชัดเจนกว่า และสามารถปรับเสียงได้ด้วยการตั้งค่าอีควอไลเซอร์ ผ่านแอพ Galaxy Buds อย่างไรก็ตาม ก็ไม่เห็นความแตกต่างมากนักหลังจากการตั้งค่าอีควอไลเซอร์

สำหรับโหมดตัดเสียงรบกวนแบบ ANC (Active Noise Cancellation) พบว่า Galaxy Buds Live ปิดกั้นเสียงรอบข้างได้ไม่ดีเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับ AirPods Pro แต่ก็ดีกว่าไม่มี ANC มาให้เลย Galaxy Buds Live ยังรองรับการควบคุมด้วยระบบสัมผัส สามารถแตะหนึ่งครั้งเพื่อหยุดเล่นชั่วคราว แตะสองครั้งเพื่อข้ามเพลง แตะสามครั้งเพื่อย้อนกลับ และสามารถตั้งค่าให้กดค้างไว้เพื่อเปิดหรือปิด ANC ได้ หรือเรียกใช้ผู้ช่วยดิจิตอล

หูฟัง Galaxy Buds Live ให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ 8 ชั่วโมง และมีเคสชาร์จขนาดกะทัดรัด รองรับการชาร์จผ่านพอร์ต USB-C สามารถขยายอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้นานขึ้นอีก 21 ชั่วโมง ขณะที่ ‌AirPods Pro‌ ให้เวลาในการฟัง 4.5 ชั่วโมง และขยายได้อีก 20 ชั่วโมง ด้วยเคสชาร์จ ทำให้โดยรวมแล้ว Galaxy Buds Live มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ 29 ชั่วโมง ส่วน airpod Pro‌ ใช้งานได้นาน 24 ชั่วโมง

Galaxy Buds Live ยังมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนของ Samsung ทั้งการจับคู่ที่ง่ายดายด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว การสลับอุปกรณ์แบบไร้รอยต่อ แต่เมื่อจับคู่กับ iPhone จะมีรูปแบบเหมือนหูฟัง Bluetooth ทั่วไป โดยมีแอพ Galaxy Buds ให้ดาวน์โหลดบน App Store สำหรับการเชื่อมต่อ อัพเดทเฟิร์มแวร์ และตั้งค่าอีควอไลเซอร์ แต่ฟีเจอร์เหล่านี้ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ Samsung จึงเป็นข้อจำกัดสำหรับอุปกรณ์ของ Apple

ในเรื่องของการกันน้ำ ทั้งสองรุ่นทำได้ดีทั้งคู่ แต่ก็มีข่าวมาว่า เจ้าตัวแอร์พอตไม่กันเหงื่อ ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการออกกำลังกาย แต่เรามีเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้ข่าวลือนี้หมดไปกับ Daniel Garcia นักวิ่งมาราธอนจากออสเตรเลีย ก็คือหนึ่งในลูกค้าที่สนใจซื้อ AirPods มาใช้งานระหว่างวิ่งออกกำลังกาย

ดังนั้น เขาจึงไม่พลาดที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์หลังจากทดลองใช้งานในระหว่างออกไปวิ่ง 10K โดยการทดสอบของ Daniel Garcia มีทั้งการวิ่งเบาๆ วิ่งแบบเร่งความเร็ว สลับกันไปในระยะทาง 10 กิโลเมตร บนเส้นทางที่เป็นเนินเขา อากาศร้อน และ ลมแรง แต่ AirPods ก็ยังอยู่ในหูของเขาอย่างมั่นคงไม่หล่นหายไปไหน Daniel Garcia กล่าวว่า AirPods ขับเสียงเบสออกมาได้ดีกว่าที่คิดไว้ และในบางครั้งมีความรู้สึกว่ามันเหมือนจะหลุดออกไป แต่มันก็ยังอยู่ในหู ระหว่างที่ออกวิ่งเขาเปิดเพลงฟังไปด้วยตลอด โดยใช้เวลาวิ่งราว 1 ชั่วโมง และพบว่าพลังงานในแบตเตอรี่เหลือ 84% ซึ่งใกล้เคียงกับที่ Apple โฆษณาไว้ว่าแบตเตอรี่จะอยู๋ได้ 5 ชั่วโมง

Categories
Uncategorized

ราคาไอโฟน ราคาชีวิตที่เลือกได้!

ราคาไอโฟน ก็ขึ้นทุกวัน ไม่สนฐานเงินเดือนเลยสักนิด ฉะนั้น ทางเลือกที่ที่ ราคาไอโฟน จะลดลงและราคาเอื้อมถึง นอกจากออกรุ่นใหม่แล้วรุ่นเก่าราคาลด อีกหนึ่งทางเลือก คือ ไอโฟนมือสอง ใช่! ไอโฟนมือสอง นี่แหละที่อาจจะมีตำหนิหน่อยแต่ยังใช่ได้ ไม่ต้องเปลืองเงินมา แต่ทั้งนี้ เราก็ต้องรู้จักวิธีการเลือกและดูว่ามือสองแบบไหน หรือลักษณะแบบไหนที่โอเค และคุ้มค่าที่สุด

ราคาไอโฟน

แรกเริ่มกล่อง iPhone ของเราต้องอยู่ในซีลยังไม่มีการแกะใดๆ (แต่ถ้าซื้อเครื่องที่ไม่ใช่ที่ศูนย์ต้องดูต่อไปเพราะสามารถนำมาซีลใหม่ได้) ตรวจเช็คอุปกรณ์ของเครื่อง ต้องครบถ้วน และอยู่ในสภาพสมบูรณ์ สภาพตัวเครื่อง ฝาหลัง กรอบ จอ ไม่มีรอยตำหนิ และงานประกอบต้องสมบูรณ์ ไม่มีรอยแตกหรือแยก สามารถตรวจสอบได้โดยนำมาส่องกับไฟ ถ้ามีรอยแยกจะมีแสงลอดออกมา และอย่าลืมลองเขย่าเครื่อง ตัวเครื่องจะต้องประกอบแน่น เวลาเขย่าต้องไม่มีเสียง ปุ่มกดต่างๆ ต้องแน่น ไม่หลวม หรือกดยากจนเกินไป และตอบสนองได้ดี

ขั้นตอนต่อมา ยังมีการรับประกันเหลืออยู่หรือไม่ การรับประกันตัวเครื่อง ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นครับ ยิ่งเป็น ไอโฟนมือสอง แต่เหลือประกันด้วยแล้ว เป็นอะไรที่น่าสนใจครับ แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่า ไอโฟนมือสอง ที่กำลังจะซื้อ หมดประกันเมื่อไหร่ สามารถเข้าไปเช็คได้ที่ เว็บไซต์ Apple ได้โดยตรง โดยใส่เลข serial number ลงไป ซึ่งเลข serial number นั้น สามารถดูได้จากข้างกล่อง (ถ้ามี) หรือเข้าไปที่ Settings > General > About แล้วเช็คดูว่า เหลืออีกกี่เดือน

เช็คตัวเครื่องภายนอกแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องดูคือ ตัวเครื่องเคยตกน้ำมาหรือเปล่า ความชื้น เป็นอันตรายสำหรับ สมาร์ทโฟน ทุกรุ่น iPhone ก็เช่นกันครับ ซึ่งเราสามารถตรวจเช็คได้ว่า iPhone มือสอง ที่กำลังจะซื้อ เคยโดนน้ำ หรือตกน้ำมาหรือไม่ ให้ดูที่ แถบวัดความชื้น นั่นเอง ซึ่ง iPhone แต่ละรุ่น จะมีแถบวัดความชื้นอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ตรงพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ ถ้าหากตัวเครื่องเคยถูกความชื้น จะเปลี่ยนจากแถบสีขาว เป็นชมพู หรือสีแดงครับ ถ้าหากว่าเจอ ไอโฟนมือสอง แล้วแถบวัดความชื้นเปลี่ยนสีแบบนี้ ห้ามซื้อเด็ดขาด ถึงจะเป็นเครื่องมีประกันเหลืออยู่แล้ว ก็ไม่สามารถเคลมได้ เพราะหมดประกันทันที

เช็คหน้าจอว่ามี Dead Pixel !! หลายท่านจะมองว่า Dead Pixel บนสมาร์ทโฟนคงไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้ว ก็สำคัญไปไม่น้อยกว่าบนโน๊ตบุ๊คครับ ซึ่งสามารถเช็ค Dead Pixel ได้ที่ iPhone Dead Pixel Tester และต้องทดสอบการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต ทั้ง Wi-Fi และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ลองเช็คดูว่า iPhone มือสอง ที่กำลังจะซื้อ สามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ตามปกติหรือไม่ โดยต้องตรวจสอบทั้งการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi และเครือข่าย 3G ผ่านมือถือครับ

เช็คการใช้งานโทรศัพท์, ส่ง SMS และเซ็นเซอร์ต่างๆ ตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์ ด้วยการส่ง SMS หาเพื่อน และเช็คการใช้งานโทรศัพท์ว่า สามารถได้ยินเสียงของคู่สนทนาได้อย่างชัดเจนหรือไม่ มีเสียงแตกซ่าหรือเปล่า และทางฝ่ายคู่สนทนา ได้ยินเสียงเราชัดเจนด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ ขณะที่ทำการโทรออก ให้ตรวจสอบเซ็นเซอร์หน้าจอด้วย ถ้าหากแนบหูแล้วหน้าจอดับ แสดงว่าปกติ

สุดท้ายต้องตรวจสอบปุ่ม Home, ปุ่มต่างๆ รอบตัวเครื่อง และการสแกนลายนิ้วมือ ตรวจสอบปุ่มควบคุมการทำงานรอบๆ ตัวเครื่อง เช่น ปุ่มปรับระดับเสียง เมื่อกดแล้ว มีการแสดงผลที่หน้าจอหรือไม่ เสียงดังขึ้นหรือเบาลงหรือไม่ รวมไปถึงปุ่มปิดเสียง (ด้านบนปุ่มปรับระดับเสียง), ปุ่ม Power และปุ่ม Home ว่า ทำงานได้ปกติดีหรือไม่

ถ้าหากจะต้องกดปุ่มลงไปแรงๆ ให้หลีกเลี่ยงการซื้อ ไอโฟนมือสอง เครื่องนั้นอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นสัญญาณว่า ปุ่มกำลังจะเสียแล้วนั่นเอง และสำหรับ iPhone 5S, iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ที่มี Touch ID หรือระบบสแกนลายนิ้วมือเข้ามา ให้ลองทดสอบการสแกนลายนิ้วมือด้วยครับ โดยสามารถตั้งค่าได้ที่ Settings > General > Touch ID & Passcode > Touch ID

Categories
Uncategorized

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start writing!