Categories
Uncategorized

ออกกำลังกายยังไง ให้สนุก หูฟังไร้สายสิ!

เชื่อว่าในกลุ่มคนรักสุขภาพทั้งหลาย จะต้องมีสายออกกำลังกายที่ชื่นชอบการวิ่งไปฟังเพลงไปอยู่หลายคนเลยใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งในปัจจุบันก็มี หูฟังไร้สาย สำหรับนักวิ่งโดยเฉพาะวางขายอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหูฟังแบบบลูทูธ หรือแม้แต่หูฟังที่ถูกออกแบบมาไม่ให้หลุดออกจากหูง่ายตอนเล่นกีฬา เป็นต้น ซึ่งหูฟังแต่ละประเภทนั้นต่างก็มีประสิทธิภาพ ระยะเวลาที่สามารถเล่นเพลงได้ต่อเนื่อง ความรู้สึกเวลาสวมใส่ที่แตกต่างกันไป การจะให้เลือกให้ถูกใจตรงตามไลฟ์สไตล์ก็คงไม่ง่ายซะทีเดียว

  • เลือกตามประเภทการใช้งาน ควรเลือก หูฟังไร้สาย ตามจุดประสงค์ที่ใช้งาน หากคุณเป็นคนที่รักในการออกกำลังกายหลากหลายประเภทไม่ว่าจะทางบกหรือทางน้ำก็ตามแต่ การเลือกหูฟังที่มีคุณสมบัติป้องกันทั้งฝุ่นและน้ำจะเป็นคำตอบของคุณ
  • แบตเตอรี่ หากคุณจำเป็นต้องใช้หูฟังออกกำลังกายในระยะเวลาที่นานก็อาจจะต้องมองหาหูฟังที่มีปริมาณแบตเตอรี่ที่มากพอต่อการใช้งาน ดูที่ปัญหากวนใจ ปัจจุบันหูฟังมีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น หูฟังแบบครอบหู (On-ear Headphone), หูฟัง Earbuds, หูฟังประเภท In-Ear ซึ่งก็จะแยกกออกเป็นแบบมีสาย กับแบบหูฟังไร้สาย (หูฟังบลูทูธ) ดังนั้นเมื่อทราบถึงประเภทของหูฟังต่าง ๆ แล้ว บางท่านอาจจะไม่ชอบหูฟังออกกำลังกายที่มีสายเกะกะก็ควรเลือกหูฟังประเภทไร้สายหรือบางท่านอาจจะมีปัญหาระคายเคืองจาการหูฟังแบบสอดหู In-Ear ก็สามารถเลือกใช้หูฟังแบบเกี่ยวหูหรืออื่น ๆ เพื่อลดปัญหากวนใจได้
  • มาตรฐานการกันน้ำ IP (Ingress Protection Ratings) คือ มาตรฐานที่กำหนดในการชี้วัดหูฟังหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ว่าสามารถปกป้องฝุ่นและน้ำได้ในระดับไหน ซึ่งจะประกอบไปด้วยเลข 2 หลัก เช่น IP55 เป็นต้น ซึ่งในบางอุปกรณ์อาจจะรองรับการป้องกันอย่างใดอย่างหนึ่งหรือรองกับการป้องกันทั้งสองแบบเลยก็ได้ เรามาดูตัวเลขทั้ง 2 หลักที่ผมได้พูดถึงไว้ข้างต้นได้เลย
    • ตัวเลขหลักแรก หมายถึงระดับการป้องกันฝุ่นของอุปกรณ์ โดยมีระดับ 0 ไปจนถึง 6 โดยตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงความสามารถในการป้องกันฝุ่นที่เพิ่มมากขึ้น เช่น IP6X
    • ตัวเลขหลักที่สอง หมายถึงระดับการป้องกันน้ำของอุปกรณ์ โดยมีระดับ 0 ไปจนถึง 9 โดยตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงความสามารถในการป้องกันน้ำที่เพิ่มมากขึ้น เช่น IPX7

สำหรับคนที่รักในการออกกำลังกาย นอกจากจะมีหูฟังคู่ใจแล้ว เราแนะนำเลกกิ้ง สำหรับออกกำลังกาย ที่จะช่วยกระชับกล้ามเนื้อและลดแรงกระแทกได้ดี ทั้งยังบอกถึงเคล็ดลับเลือกซื้อเลกกิ้งยังไงไม่ให้เป้ายิ้ม และสำหรับสาว ๆ ที่กังวลเรื่องหน้าอกหน้าใจเราก็มีบทความดี ๆ มาให้คุณได้อ่านนั่นคือ Sport Bra สำหรับใส่ออกกำลังกาย ส่วนคนที่ชอบไปออกกำลังกายตามสถานที่ฟิตเนสหรือโรงยิม ควรมีกระเป๋ากีฬากระเป๋าฟิตเนสดี ๆ สักใบไว้ใช้ใส่สัมภาระต่าง ๆ อาทิเช่น เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน รองเท้ากีฬา ขวดน้ำส่วนตัวแบบพกพา หรือแม้แต่ไม้แบดมินตัน เสื่อโยคะเป็นต้น และที่สำคัญเมื่อออกกำลังกายแล้ว อย่าลืมเลือกซื้อเวย์โปรตีนดี ๆ ไว้สำหรับสร้างกล้ามเนื้อและควบคุมน้ำหนักด้วย

Categories
Uncategorized

Airpod pro ชีวิตแบบคนโปรๆ เขามีกัน

จำได้ว่าเมื่อตอนปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่ Apple ได้เปิดตัวหูฟังไร้สายอินเอียร์ตัวท็อปโมเดลล่าสุดอย่าง Airpod pro แบบไม่ทันให้ใครได้ตั้งตัวหรือเตรียมเก็บเงิน กระแสส่วนใหญ่ที่เราเห็นคือการที่หลายคนแทบจะพร้อมใจกันบ่นอุบเป็นเสียงเดียวกันว่าดีไซน์ของมันดู ‘ไม่เวิร์ก’ เท่าที่ควร

แต่ปัจจุบันได้ออกมาแล้ด้วยกันหลายรุ่น ไม่แม้แต่รุ่น โปรๆ ซึ่ง Airpod pro เปิดตัวเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2019 เริ่มวางขายครั้งแรกเมื่อ 30 ต.ค. 2019 ในกลุ่มประเทศแรก  สำหรับประเทศไทยนั้นได้เปิดให้สั่งซื้อผ่าน Apple Store Online เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2019 และจะเริ่มวางจำหน่ายที่หน้าร้าน 14 พ.ย. 2019 เป็นต้น

สิง่ที่โดดเด่นเลย คือ AirPods Pro หูฟังไร้สายแบบ true wireless ที่เพิ่มฟีเจอร์สำคัญคือการตัดเสียงรบกวนรอบข้าง (active noise cancellation – ANC) หรือเลือกฟังเสียงรอบตัวไปพร้อมกับเสียงในหูฟัง ตัวตัดเสียงรบกวนใช้ไมโครโฟนสองตัว ตัวแรกหันออกจากหูวิเคราะห์เสียงรบกวนรอบด้าน อีกตัวหันฟังเสียงที่ยังเล็ดลอดเข้ามาในหู โดยระบบตัดเสียงรบกวนปรับตามเสียงรบกวนได้ 200 ครั้งต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์แนะนำว่าจุกยางขนาดไม่พอดี ทำให้เสียงเล็ดลอดเข้าไปในหูมากกว่าที่ควรเป็น

Airpod pro

โดยตัวหูฟัง AirPods Pro จะเป็นหูฟังแบบ In-ear ก้านหูฟังมีความยาว 30.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 5.4 กรัม และตัวเคสชาร์จแบบไร้สายนั้นมีขนาดอยู่ที่ 45.2 x 60.6 x 21.7 มิลลิเมตร และน้ำหนักที่ 45.6 กรัม เคสชาร์จไร้สายนั้นเป็นวัสดุแบบมันวาว และมีสีขาวมุก ตรงกลางด้านหน้าเคสชาร์จไร้สายจะมีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่และการชาร์จ

ซึ่งต้องบอกเลยว่าปัจจุบันนั้น การมีหูไร้สายเป็นเรื่องที่สะดวกสบายพกพาง่ายๆ ขึ้นกว่าแต่ก่อนมากๆ เพราะว่าหูฟังไร้สายนั้น เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะ คนที่ต้องเดินทาง เพราะสามารถหยิบหูฟังมาฟังได้ทันที ไม่ต้องกังวลสายว่าเกี่ยวกับใครเวลาคนเยอะ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกได้มาก นอกจากนี้ แน่นอนว่าหูฟังไร้สายหรือหูฟังบลูทูธจะต้องมีการเชื่อมต่อและหาสัญญาณบลูทูธ หลายๆครั้งการเชื่อมต่อก็ดูจะหาสัญญาณไม่เจอและต้องรีเซ็ตสัญญาณบ้างเป็นบางครั้ง ในขณะที่จุดสำคัญที่สุดคือเรื่องแบตเตอรี่ ที่ผู้ใช้เองจะต้องชาร์จเป็นประจำ ซึ่งถ้าลืมชาร์จก็อาจจะไม่สามารถใช้งานได้ และอีกจุดที่ต้องคำนึงถึงคืออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ที่เมื่อใช้ไปนานๆก็จะค่อยเสื่อม ซึ่งการเปลี่ยนแบตเตอรี่ก็มักจำเป็นที่ต้องส่งเข้าศูนย์และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องที่หลายๆคนกังวลว่าหูฟังไร้สายเสียงมันดีไหม สู้หูฟังมีสายได้รึเปล่า? ถ้าให้ตอบแบบชัดๆ ก็ยังต้องตอบว่าหูฟังไร้สาย นั้นเสียงยังไม่สามารถสู้หูฟังแบบมีสายได้ ณ ชั่วโมงนี้ แต่อย่าพึ่งด่วนสรุปว่าเสียงจะไม่ดี เพราะว่าจริงๆแล้วหูฟังบลูทูธ ปัจจุบันนี้ให้เสียงที่ดีเพียงพอกับการใช้งานฟังเพลงทั่วไปแบบสบายๆ เลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าฟังแบบไม่จับผิดหรือจดจ้อง หูฟังไร้สายนั้นก็ให้เสียงที่ดีเยี่ยมและเพียงพอตัวการใช้งานหรือการฟังเพลงในชีวิตประจำวันสบายๆ ในส่วนของสำหรับคนที่จริงจังเรื่องเสียงอย่างพวกกลุ่ม Audiophile ยังไงก็ต้องบอกว่าหูฟังมีสายนั้นยังตอบโจทย์กว่ามากด้วยเสียงทีเหนือกว่า และการเชื่อมต่อที่สามารถเชื่อมเข้ากับ DAC/Amp ได้ง่ายกว่า (ถึงแม้จะเริ่มมี DAC/Amp ที่เป็นบลูทูธแต่ก็ยังค่อนข้างน้อย) นี่สำคัญยังสามารถที่จะเปลี่ยนสายเพื่อเติมแต่งเสียงให้ดีขึ้นไปอีกด้วย

Categories
Uncategorized

ไตรมาสใหม่ โน๊ตบุ๊ค ราคานักศึกษาต้องมา!

การเรียนการสอนในปัจจุบัน โน็ตบุ๊ค ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมากอยู่แล้ว เพราะมีการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้งาน เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาเข้าถึงคลังความรู้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และด้วยวิกฤตโรคระบาด โควิด 19 ทำให้หลายสถานการศึกษาต้องเลื่อนวันเปิดภาคเรียนออกไป เพื่อลดการแพร่ระบาด หลาย ๆ สถาบัน จึงส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ขึ้นมา เพื่อให้สามารถเรียนรู้ต่อไปได้ และไม่เสียเวลาที่มีค่าไปเปล่า ๆ เพราะหากไม่ทำอะไรเลย กิจกรรมต่างๆ หลังจากนี้อาจได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อไปเรื่อยๆ

โน๊ตบุ๊ค

มีวิธีเลือกง่ายๆ แค่ 5 ข้อนี้

1.เลือกแบบที่ใช้ สไตล์ที่ชอบ: จะเป็น โน๊ตบุ๊ค ในกลุ่มใดก็ตาม ความสวยงามสะดุดตาน่าใช้ พูดง่ายๆ เลือกให้ถูกจริตคุณไว้ก่อน อย่างน้อยๆ คุณจะรู้สึกภูมิใจ อยากจับต้องและใช้งานบ่อยๆ แบบนี้จึงจะถือว่าคุ้มและดีในสายตาคุณ แต่ถ้าซื้อมาแล้ว มีแต่ข้อด้อย ติได้ทุกวัน จนคุณไม่อยากจะใช้ ให้ถูกแค่ไหน ก็ไม่คุ้มค่าอยู่ดี

2.เลือกสเปคที่ดี ในราคาที่ไหว: ข้อนี้ก็ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ถ้าหากคุณให้ความสำคัญกับ Performance เป็นหลัก การเลือกสเปคที่พาคุณไปได้สุดทาง แบบไม่ต้องสนใจกับภาพลักษณ์ ฟีเจอร์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี เลือกความแรงในระดับที่ซื้อไหวไปเลย

3.เลือกฟีเจอร์ที่สำคัญใช้เป็นประจำ: สิ่งไหน ฟังก์ชั่นใดที่จำเป็น สิ่งที่คุณคิดว่ามีแล้วต้องใช้แน่ๆ ก็ควรจะเลือกเอาไว้ เพราะถ้ามีคุณก็จะได้ใช้งานโน๊ตบุ๊คบ่อยๆ แบบนี้ถือว่าคุ้มค่าแล้ว ตัวอย่างเช่น ไฟคีย์บอร์ดเวลาทำงานในที่มืด พอร์ต USB พอต่อการติดตั้งอุปกรณ์อันมากมายของคุณ Thunderbolt หรือแม้กระทั่งจอทัชสกรีนก็ตาม

4.เลือกขนาดและน้ำหนักที่รับไหว: น้ำหนักโน๊ตบุ๊คสำคัญอย่างมาก สำหรับคนที่ต้องหิ้วโน๊ตบุ๊คไปทำงานข้างนอก ไปเรียนและเดินทาง เพราะถ้ามันหนักมากเกิน คุณก็รู้สึกว่าไม่อยากจะแบกออกไป หรือใส่กระเป๋าก็ไม่สะดวก การสะพายโน๊ตบุ๊คระดับ 2Kg แล้วต้องเดินหรือยืนนานๆ เราจะรู้สึกว่ามันเกิน 2Kg เสมอ

5.เลือกรุ่นประหยัดไว้ก่อน: เพราะหลายคนคิดว่า เวลาเสียหาย พังหรือเก่าไป ก็ไม่น่าเสียดาย เนื่องจากจ่ายไม่แพง และด้วยโน๊ตบุ๊คพื้นฐานทุกวันนี้เริ่มที่ราคาหลักพันเท่านั้น ดูหนัง เปิดอินเทอร์เน็ต พิมพ์งานก็สบาย เรียกว่าหายก็ยังทำใจได้มากกว่าโน๊ตบุ๊คที่ซื้อมาแพงๆ ชนิดที่เป็นรอยหน่อย ก็เซ็งไปหลายวัน

มาที่รุ่นแรกกันเลย กับราคา 18,400 บาท HP Pavilion x360 14 ออกแบบมาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ ด้วยหน้าจอขนาด 14 นิ้ว ขอบจอบางเฉียบ พร้อมด้วยระบบสัมผัสที่ลื่นไหล เป็นแล็บท๊อป 2 in 1 ช่วยให้สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ ทั้งโน็ตบุ๊คปกติใช้งานทั่ว ๆ ไป หรือพับหน้าจอเป็นแท็บเล็ตเพื่อใช้งานระบบสัมผัสหรือจะใช้งาน HP Active Pen ในการจดบันทึกหรือวาดภาพ เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน

HP Pavilion x360 มีการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถพกพาสะดวก ด้วยตัวเครื่องที่บางมาก เพียง 20 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 1.58 กิโลกรัม เท่านั้น ตัวเครื่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหาแล็บท๊อบที่สามารถพกพาติดตัวได้สะดวก สามารถใช้งานทั่ว ๆ ไปได้เป็นอย่างดี

Lenovo กับราคา ราคา 20,400 บาท หน้าจอขนาดใหญ่ถึง 15.6 นิ้ว มีความละเอียด Full HD ใช้หน้าจอพาเนล IPS ที่ให้สีสันสดใส ดูคมชัด สวยงาม มีการออกแบบให้ขอบจอมีความบาง เพื่อให้ดูหรูหรามากขึ้น ตัวเครื่องก็ถูกทำให้บางสูงสุด เพียง 19.4 มิลลิเมตร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.8 กิโลกรัม เท่านั้น และตัวเครื่องถูกย่อให้มีขนาดเกือบจะเท่ากับแล็บท๊อบที่มีหน้าจอขนาด 14 นิ้ว ช่วยให้สามารถพกพาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และมีพื้นที่ในการทำงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดีไซส์เรียบง่าย ดูหรูหรา สวยงาม ซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการแล็บท๊อบหน้าจอใหญ่ และสามารถพกพาได้ง่าย ด้วยสเปคที่ค่อนข้างแรง สามารถใช้ทำงาน เล่นเกม หรือใช้งานทั่ว ๆ ไป ได้แบบสบายแล้ว

Asus VivoBook S15 เป็นอีกรุ่น ที่ได้รับการออกแบบมาสวยงามมาก ตัวเครื่องถูกดีไซส์ออกมาให้เรียบง่าย แต่ดูเรียบหรู เน้นความบาง น้ำหนักเบา ช่วยให้พกพาสะดวกขึ้น และยังเลือกใช้สีสันที่สดใส ซึ่งเหมาะกับวัยรุ่นมาก ๆ ตัวเครื่องมาพร้อมกับหน้าจอ 15.6 นิ้ว ขนาดใหญ่ ระดับ FHD ที่มีขอบจอบางมาก ตัวเครื่องมีการใช้ ErgoLift Hinge สามารถกางหน้าจอได้กว้างขึ้น และเมื่อกางหน้าจอออกตัวเครื่องจะยกสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้คุณสามารถพิมพ์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และสามารถช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนได้ด้วย

ในด้านของซีพียูตัวนี้มาพร้อมกับ Intel Core i5 เจนเนอเรชั่นที่ 11 ทำงานคู่กับแรม 8GB และหน่วยความจำ SSD ความจุ 512GB ถือเป็นรุ่นที่มีทั้งสเปคแรง ดีไซส์หรูหรา ที่สำคัญมีราคาประหยัด ซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหาแล็บท๊อบไว้ใช้งาน ไม่ว่าจะใช้ทำงาน เล่นเกม หรือดูหนัง ฟังเพลง รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

Categories
Uncategorized

Apple watch se สเปคโหดในราคาที่เบา

Apple watch se เปิดตัวในปี 2020 เช่นเดียวกับ iPhone เอสอี 2020 ทำให้ผู้ที่เพิ่งเข้าวงการสะสม Gadget ของ Apple เก็บมาครอบครองได้ครบ ในงบสบายกระเป๋า ทำให้เดาไม่ยากเลยว่า iPhone 12 ที่จะออกมาในปีนี้ก็อาจจะมีรุ่นที่ราคาไม่สูงมากออกมา

Apple watch se

ด้วยการที่ปัจจุบัน Apple Watch มีตัวเลือกสำหรับการเลือกซื้อทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน ประกอบไปด้วย Apple Watch 3 ซึ่งเป็นสมาร์ทวอทช์ที่เปิดตัวมา 3 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันยังคงทำตลาดอยู่ ด้วยการปรับลดราคาลงมาให้น่าสนใจ

จนกลายเป็นตัวเลือกเริ่มต้นของผู้ที่ต้องการใช้งาน Apple Watch ร่วมกับ iPhone เพราะด้วยราคาเริ่มต้นที่ 6,400 บาท แต่สามารถใช้รับการแจ้งเตือน ตรวจวัดการออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจได้ ทำให้เพียงพอกับการใช้งานทั่วๆ ไป

ถัดมาคือ Apple Watch se หรือให้นึกภาพง่ายๆ คือ Apple Watch เอสอีries 4 ที่นำมาปรับปรุงให้กลายเป็นตัวเลือกใช้งานเพิ่มเติม ในราคาเริ่มต้นที่ 9,600 บาท โดยจุดเด่นของ Apple Watch เอสอี เมื่อเทียบกับ Watch 3 คือมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น 30% เพิ่มเติมด้วยการตรวจจับการล้ม (Fall Detection) และมีรุ่น Cellular ให้เลือกใช้งาน

ดังนั้น Apple watch เอสอี จึงกลายเป็นรุ่นที่น่าสนใจถ้าต้องเลือกซื้อ Apple Watch ให้ผู้สูงอายุ หรือเด็กๆ ใช้งานแบบเริ่มต้น เพราะนอกเหนือจากคุณสมบัติทั่วไปของสมาร์ทวอทช์แล้ว การมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการล้ม (ใช้เวลาผู้สูงอายุล้ม) และมี Cellular ในตัว จะช่วยให้สามารถแจ้งเตือนฉุกเฉินได้ทันที หรือแม้แต่ให้บุตรหลานใช้ ก็จะทำให้สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา

จะเห็นได้ว่า Apple Watch แต่ละรุ่นมีรายละเอียดที่น่าสนใจในแต่ละระดับราคา ดังนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการเลือกใช้ Apple Watch ไปใช้งานในลักษณะไหน ถ้าแค่แจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ Watch 3 รุ่นเริ่มต้นก็เพียงพอ แต่ต้องการเลือกให้ผู้สูงอายุ หรือบุตรหลานใช้ แต่ไม่ต้องการซื้อรุ่นราคาสูงก็หันมามอง Watch เอสอี ได้ ส่วน Watch 6 ถือเป็นรุ่นมาตรฐานของปีนี้ ที่ได้ฟีเจอร์ครบถ้วนมากที่สุด

ข้อดีอย่างหนึ่งของ Apple Watch คือสายของรุ่น 38-40 มม. และ 42-44 มม. สามารถใช้ร่วมกันได้ ดังนั้น ถ้าใช้งานตัวเรือนขนาดไหนอยู่ ถึงจะเปลี่ยนรุ่นใหม่ ก็ยังสามารถใช้งานสายเดิมได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องคอยสีสายใหม่ทั้งชุดตลอดเวลา

เปรียบเทียบ Watch-เอสอี กับ Apple Watch 6

การเปรียบเทียบ Apple Watch ทั้ง 2 รุ่นนี้ถือเป็นมวยคู่สูสี สิ่งที่ทำให้ราคาต่างกันราว 4,000 บาทนี้ อยู่ที่ แอปพลิเคชันวัดออกซิเจนในเลือด และการพลิกหน้าจอให้สว่างด้วยโหมด Always-on Display ซึ่ง Watch-เอสอี ยังทำไม่ได้ แต่หลายคนมองว่ารับได้ ส่วนวัสดุ สเตนเลสสตีลกับไทเทเนียมที่มีใน Apple Watch เอสอีries 6 ทำให้สร้างสรรค์สีตัวเรือนได้มากกว่า แต่หากคุณมองแค่สเปก ตัว Watch-เอสอี ก็มาแรงไม่เบา

เปรียบเทียบ Watch-เอสอี กับ Apple Watch 5

สิ่งที่ Watch-เอสอี ทำได้ไม่เท่า Apple Watch เอสอีries 5 ก็คือฟังก์ชัน Always-on Display นั่นก็คือหน้าจอของ Watch-เอสอี ไม่ได้ติดตลอดเวลา ถ้าจะดูนาฬิกาก็ต้องพลิกข้อมือเพื่อให้หน้าปัดโชว์เวลา สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนอีกอย่างคือ Watch-เอสอี เบาและบางกว่า Apple Watch เอสอีries 5 นั่นจึงเป็นคำตอบว่าสายของนาฬิกาไม่น่าจะใช้ด้วยกันได้ รวมถึงสีตัวเครื่อง Watch-เอสอี ไม่มีสีดำ Space Black แต่เป็น Space Gray แทน

Categories
Uncategorized

apple watch se กับความคุ้มค่า

Apple watch se

Apple Watch se รุ่น GPS เปิดราคาเริ่มต้นเพียง 9,400 บาท ในขณะที่รุ่น GPS + Cellular ราคาเริ่มต้น 10,900 บาท สเปก Apple Watch เอสอี แตกต่างจาก Apple Watch เอสอีries 6 ตรงโหมด Always-on Display และไม่สามารถใช้แอปวัดออกซิเจนในเลือดได้ และมีบอดี้เดียวคือ ตัวเรือนอะลูมิเนียม ดังนั้นจึงมีสีตัวเครื่องไม่มากนัก

เมื่อ Apple Watch 6 เป็นรุ่นที่สมบูรณ์ที่สุด Apple Watch se ก็จะอยู่กับความคุ้มค่า ซึ่งถือเป็นจุดหลักของซีรีส์ เอสอี ที่เป็นรุ่นราคาประหยัดของ Apple โดยให้ความสามารถที่เพียงพอกับการใช้งาน ในระดับราคาที่ย่อมเยาลงมา โดย Watch เอสอี จะมากับขนาดหน้าจอเท่ากับ Watch 6 คือมีให้เลือกระหว่างรุ่น 40 มม. และ 44 มม. ในส่วนของขนาดตัวเรือน และน้ำหนักก็ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าจะใช้ SiP S5 ที่ใช้งานกับ Watch 5 แทน รองรับการเชื่อมต่อ WiFi บน 2.4 GHz เท่านั้นความสามารถที่ถูกตัดออกไปจาก Watch 6 คือเรื่องของการวัดค่าออกซิเจนในเลือด การวัดค่า ECG แต่ยังใช้วัดอัตราการเต้นของหัวใจ การออกกำลังกาย และการตรวจจับการล้มได้ ทำให้เหมาะกับผู้สูงอายุ เพื่อเป็นตัวเลือกในการใช้งาน

ฟีเจอร์ใหม่ของ watchOS 7 / Family เอสอี tup ทีนี้ มาย้อนดูถึงความสามารถของ watchOS 7 ที่เพิ่มขึ้นมา ให้ผู้ใช้งาน Apple Watch รุ่นเดิมสามารถใช้งานได้แล้ว ก็จะมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง การล้างมมือ ที่จะคอยนับถอยหลัง 20 วินาที การวัดการนอน เพิ่มรูปแบบหน้าปัดใหม่

ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือระบบการตั้งค่าครอบครัว (Family เอสอีtup) ที่เปิดให้สามารถตั้งค่าและจัดการ Apple Watch สำหรับสมาชิกในครอบครัว โดยที่ไม่ต้องใช้งานร่วมกับ iPhone อย่างเด็กๆ หรือผู้สูงอายุ โดย Apple Watch จะคอยเก็บข้อมูลสุขภาพ กิจกรรม และการแจ้งเตือนตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมีโหมดเฉพาะลงไปสำหรับเด็ก อย่างการตั้งค่าจำกัดการสื่อสาร ในช่วงเวลาเรียน หรือใช้ตรวจจับการล้มสำหรับผู้สูงอายุ

ปัจจัยสำคัญในการใช้งาน Family เอสอีtup คือจะทำงานร่วมกับ Apple Watch รุ่นที่ 4 ขึ้นไป แบบ GPS+Cellular เท่านั้น เนื่องจากต้องมีการใส่ eSIM เข้าไปในตัวเรือนเพื่อให้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และสื่อสารได้ ประกอบกับการที่ watchOS 7 เปิดให้สามารถจัดการทุกอย่างบนนาฬิกาได้แล้ว ทั้งการโทรฯ รับส่งข้อความ ตั้งค่าหน้าปัดรูปแบบต่างๆ ดาวน์โหลดแอปมาติดตั้งเพิ่มเติม ดังนั้นจึงทำให้กลายเป็นสมาร์ทวอทช์ที่สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องซิงค์กับ iPhone

ในจุดนี้ ทำให้ Apple Watch เอสอี กลายเป็นรุ่นที่น่าสนใจ สำหรับผู้ปกครองที่อยากได้อุปกรณ์ไว้คอยช่วยเฝ้าระวังบุตรหลาน หรือผู้สูงอายุ แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มเข้ามาในการให้บริการซิมการ์ดจากผู้ให้บริการมือถือเดือนละประมาณ 150 บาท

นอกจากนี้ อย่าลืมสังเกตให้ดีใน Apple.com ได้ถอด Apple Watch จนเหลือแค่ Apple Watch เอสอีries 3, Apple Watch เอสอีries 6 และ Apple Watch เอสอี เพียง 3 รุ่นเท่านั้น และหากสายของรุ่นที่เปิดตัว 2020 ใส่แทนกันได้นั้น คาดว่าผู้ที่มีแผนจะซื้อ Smart Watch จะต้องลังเลกันทีเดียว อย่างไรก็ดีอย่าลืมเปรียบเทียบคุณภาพกับยี่ห้ออื่นๆ และเปรียบเทียบราคาจากตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มค่าที่สุด

Categories
Uncategorized

GoPro กล้องแอคชั่นที่น่าลอง ?

Action Camera ถือเป็นอุปกรณ์เสริมที่ดีที่สุด สำหรับคนที่ชื่นชอบการผจญภัย สนุกไปกับกิจกรรมความมันส์ต่าง ๆ ทั้ง การปั่นจักรยานเสือหมอบ, กระดานโต้คลื่น, สเก็ตบอร์ด, อินไลน์สเก็ต, แทรมโพลีน หรือกีฬาประเภทอื่น ๆ ที่คุณสามารถนึกถึงได้ การเล่นกิจกรรมที่ท้าทายเหล่านี้ถ้าหากเราอยากที่จะเก็บภาพช๊อตเด็ด ๆ เอาไว้ การจะใช้กล้องสมาร์ทโฟนหรือกล้องวิดีโอทั่วไป คงไม่เพียงพอ หรือจะใช้กล้องมิลเลอร์เลสหรือกล้อง DSLR ก็คงจะไม่เหมาะ เพราะทั้งขนาดที่ใหญ่ และความบอบบางของตัวกล้อง รวมไปถึงการพกพาที่ทุลักทุเลมากเกินไปหน่อย มันจึงทำให้กล้องตัวใหญ่เหล่านี้ไม่เหมาะที่จะร่วมเดินทางไปกับคุณ เราขอแนะนำ กล้อง GoPro กล้องแอคชันที่เหมาะสมกับคุณที่สุด รุ่นล่าสุด คือ gopro 9

กล้อง GoPro คืออะไร ?

กล้อง GoPro (โกโปร) ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เป็นสายลุย ๆ เป็นแอคชั่นแคมฯ ตัวจริง ที่มีความคล่องตัวในการใช้งานสูง และมีอุปกรณ์เสริมมากมายหลายอย่าง ที่จะทำให้กล้องลุยไปกับคุณได้ทุกที่ ทั้งสามารถถ่ายใต้น้ำได้เหมือนกล้องถ่ายใตน้ำ กันกระแทก แข็งแรงทนทานสูง แถมกล้อง GoPro ยังสามารถถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและถ่ายวีดีโอในความละเอียดที่สูงมาก ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ภาพที่คมชัด สวยงามอย่างที่คุณต้องการ และด้วยขนาดที่เล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบา แบตเตอรี่ก็สามารถอยู่ได้นาน ทำให้มันจึงเหมาะที่จะลุยไปกับคุณได้ทุกที่ ทุกสภาวะอากาศ

gopro 9

เราจะสังเกตุได้ว่ากล้องโกโปรนั้นอยู่ในทุก ๆ วงการทั้ง เกมส์กีฬา, การแข่งขัน, ทหาร, ตำรวจ, นักถ่าย Vlog และอีกหลาย ๆ วงการ เพราะกล้องโกโปรสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก มีอุปกรณ์เสริมสำหรับกล้องโกโปรมากมาย ใช้งานง่ายไม่มีอะไรที่ซับซ้อนหรือยุ่งยาก เหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้ กล้องโกโปรได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน และรุ่นล่าสุดกับ gopro 9 ไปดูกันดีกว่าว่าน่าสนใจยังไงบ้าง

GoPro Hero 9 Black Action Camera เป็นรุ่นใหม่ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลบริเวณด้านหน้า ที่เป็นจอสี ขนาด 1.4 นิ้ว ที่ใช้สำหรับถ่ายเซลฟี่เเละถ่าย Vlog โดยเฉพาะช่วยให้คุณมองเห็นตัวอย่างได้ทันที แบบเรียลไทม์ และหน้าจอทางด้านหลังเป็นจอทัชสกรีน ในด้านของการถ่ายภาพต่าง ๆ รุ่นนี้มาพร้อมกับคุณภาพวีดีโอที่สูงสุดถึง 5K สามารถถ่าย Slow Motion ได้สูงสุด 8 เท่า และสามารถถ่ายภาพนิ่งได้ที่ความละเอียดสูงถึง 20 ล้านพิกเซล สามารถใช้ SuperPhoto ในการถ่ายภาพ พร้อมทั้งมี HDR ที่ช่วยทำให้ภาพถ่ายออกมาสวยงามสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มีการใช้ระบบกันสั่นตัวล่าสุดอย่าง HyperSmooth 3.0 ที่ได้รับการปรับปรุงมาให้ภาพสมูธมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ดีที่สุด

นอกจากนั้นยังมีโหมดถ่าย TimeWarp มีฟังก์ชันต่าง ๆ ให้ใช้งานง่ายขึ้นด้วย Power Tools รองรับคำสั่งเสียง มีไมโครโฟนมาให้ถึง 3 ตัว ช่วยให้เก็บเสียงรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานเป็นกล้องเว็บแคมได้ นอกจากนั้นให้คุณสามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิมด้วยแบตฯ ขนาด 1,720 mAh และแน่นอนพร้อมกับการกันน้ำระดับความลึก 10 เมตร โดยไม่ต้องใส่เคสกันน้ำ หากใครที่ต้องการกล้องคุณภาพสูง ๆ ราคาสุดคุ้ม GoPro Hero 9 Black รุ่นนี้ตอบโจทย์มาก สามารถลุยไปกับคุณได้ทุกที พร้อมช่วยให้คุณบันทึกภาพได้อย่างคมชัดทุกรายละเอียด

Categories
Uncategorized

Back to basic ก่อนจะมาเป็น เพาเวอร์บาย 12.12

ก่อนจะมาเป็น เพาเวอร์บาย 12.12 ไม่ใช่เรื่องงานเลยที่จะสร้างการตลาดที่เหมาะสม กับการวางขายสินค้าออนไลน์ เราต้องทำการรู้จักพื้นฐานของการตลาดเสียก่อน โดยกลยุทธ์ทางการตลาดนั้นมีอยู่มากมาย แต่ที่เป็นที่รู้จักและเป็นพื้นฐานที่สุดก็คือการใช้ 4P (Product Price Place Promotion) ซึ่งหลักการใช้คือการวางแผนในแต่ละส่วนให้เข้ากัน และเป็นที่ต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกเอาไว้ให้มากที่สุด ในบางธุรกิจอาจจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนทั้ง 4P ได้ทั้งหมดในระยะสั้นก็ไม่เป็นไรเพราะสามารถค่อยๆ ปรับกลยุทธ์จนได้ส่วนผสมทางการตลาดได้เหมาะสมที่สุด

Product / Service คือ สินค้าหรือบริการ ที่เราจะเสนอให้กับลูกค้า แนวทางการกำหนดตัว product ให้เหมาะสมก็ต้องดูว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร เช่น ต้องการบริการดูแลระบบคอมพิวเตอร์ภายในองค์กร โดยไม่สนเรื่องพนักงานประจำ ไม่สนการเข้าทำงานในสำนักงาน แต่ขอให้ดูแลแก้ไขปัญหาได้ก็พอ เราก็ต้องทำตามที่ลูกค้าต้องการ โดยทั่วไปแนวทางที่จะทำสินค้าให้ขายได้มีอยู่สองอย่างคือ

เพาเวอร์บาย 12.12

สินค้าที่มีความแตกต่าง โดยการสร้างความแตกต่างนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จริงว่าต่างกันและ ลูกค้าตระหนัก และชอบในแนวทางนี้ เช่นคุณสมบัติพิเศษ รูปลักษณ์ การใช้งาน ความปลอดภัย ความคงทนโดยกลุ่มตลาดที่เราจะจับ ก็จะเป็นตลาดที่ไม่มีการแข่งขันมาก (niche market)

Price คือ ราคา, การตั้งราคา เป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญในการตลาด แต่ไม่ใช่ว่า คิดอะไรไม่ออกก็ลดราคาอย่างเดียว เพราะการลดราคาสินค้า อาจจะไม่ได้ช่วยให้การขายดีขึ้นได้ หากปัญหาอื่นๆยังไม่ได้รับการแก้ไข การตั้งราคาในที่นี้จะเป็นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่น หากเราขายอาหารที่ตลาดนัด ราคาจะต้องถูกหน่อย แต่หากขายที่ห้างสรรพสินค้า หากตั้งราคาถูกไป กลุ่มที่เป็นเป้าหมายอยากให้ซื้ออาจจะไม่ซื้อ แต่คนที่ซื้ออาจจะเป็นคนอีกกลุ่มซึ่งมีน้อยกว่า และไม่คุ้ม ยิ่งไปกว่านั้นหากราคา และรูปลักษณ์สินค้าไม่เข้ากัน ลูกค้าก็จะเกิดความข้องใจและอาจจะกังวลที่จะซื้อ เพราะราคาคือตัวบ่งบอกภาพลักษณ์ของสินค้าที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ในด้านการทำธุรกิจขนาดย่อม ราคาที่เราต้องการ อาจไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น แต่จะมองกันในเรื่องของตัวเลข ซึ่งจะมีวิธีกำหนดราคาดังนี้

กำหนดราคาตามลูกค้า คือการกำหนดราคาตามที่เราคิดว่า ลูกค้าจะเต็มใจจ่าย ซึ่งอาจจะได้มาจากการทำสำรวจ หรือแบบสอบถาม

กำหนดราคาตามตลาด คือการกำหนดราคา ตามคู่แข่งในตลาด ซึ่งอาจจะต่ำมากจนเราจะมีกำไรน้อยดังนั้นหาก เรา คิด ที่จะกำหนดราคาตามตลาด เราอาจจะต้องมานั่งคิดคำนวณย้อนกลับว่า ต้นทุนสินค้าควร เป็นเท่าไรเพื่อจะได้กำ ไร ตามที่ตั้งเป้า แล้วมาหาทางลดต้นทุนลง

กำหนดราคาตามต้นทุน+กำไร วิธีนี้เป็นการคำนวณ ว่าต้นทุนของเราอยู่ที่เท่าใด แล้วบวกค่าขนส่ง ค่าแรงของเรา บวกกำไร จึงได้มาซึ่งราคา แต่หากราคาที่ได้มาสูงมาก เราอาจจำเป็นต้องมีการทำประชาสัมพันธ์ หรือปรับภาพลักษณ์ ให้เข้ากับราคานั้น

Place คือ วิธีการนำสินค้าไปสู่มือของลูกค้า หากเป็นสินค้าที่จะขายไปหลายๆ แห่ง วิธีการขายหรือการกระจายสินค้าจะมีความสำคัญมาก ขึ้นอยู่กับว่า สินค้าของท่านคือ อะไร และกลุ่มเป้าหมายท่านคือใคร เช่น สินค้าคุณภาพสูงหรูหราราคาแพง ควรจำกัดการขายไม่ให้มีมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เสียภาพลักษณ์ได้ สิ่งที่เราควรจะคำนึงอีกอย่าง คือต้นทุนการกระจายสินค้า เช่นการขายสินค้าใน Modern Trade หรือ ห้างสรรพสินค้า อาจจะ กระจายได้ทั่วถึง แต่อาจจะมีต้นทุนที่สูงกว่า แต่หากลองทำการตลาดออนไลน์กับ 1Belief เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย แบบนี้อาจได้ผลและใช้ต้นทุนน้อยกว่า หากจะกล่าวถึงธุรกิจที่เป็นการขายหน้าร้าน Place ในที่นี้ก็คือ ทำเล ซึ่งก็ควรเลือกที่ ให้เหมาะสมกับสินค้าของเรา อย่างตลาดนัดวันหยุด กับห้างสรรพสินค้าติดแอร์ จะมีกลุ่มคนเดินที่ต่างออกไป ลักษณะสินค้าและราคา ก็ไม่เหมือนกัน

Promotion คือ การนำเสนอคุณสมบัติสินค้า การบอกลูกค้าถึงลักษณะสินค้าของเรา การโฆษณาในสื่อต่างๆ หรือการทำกิจกรรม ที่ทำให้คนมาซื้อสินค้าของเรา เช่น การทำการลดราคาประจำปี เพาเวอร์บาย 12.12 หากจะพูดในแง่ของธุรกิจขนาดย่อม การโฆษณาอาจจะเป็นสิ่งที่เกินความจำ เป็นเพราะจะต้องใช้เงิน จะมากหรือน้อยก็ ขึ้นกับ ช่องทางที่เราจะใช้ ที่ได้ผลและอาจจะฟรีคือ สื่ออินเตอร์เนตผ่านทาง Search Engine ซึ่งมีผู้ใช้เพิ่มจำนวนขึ้นมากในแต่ละปี หรือหากงบน้อย อาจเลือกโฆษณาในสื่ออื่นๆ ที่ราคาถูก เช่น ใบปลิว โปสเตอร์ หากเป็นสื่อท้องถิ่นก็จะมี รถแห่ วิทยุท้องถิ่น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น วิธีในการเลือกสื่อ นอกจากจะดูเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วควรดูเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่นหากจะโฆษณาให้กลุ่มผู้ใหญ่ โดยเลือก สื่ออินเตอร์เนต ก็อาจจะเลือก เวบไซต์ที่ผู้ใหญ่เล่น ไม่ใช้เวบที่วัยรุ่นเข้ามาคุยกัน เป็นต้น

Categories
Uncategorized

Set กล่องทีวีดิจิตอล เพื่ออนาคต

ทีวีดิจิตอลหรือโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (Digital television) เป็นระบบการส่งผ่านสัญญาณภาพวีดีโอและเสียงโดยระบบดิจิตอล ซึ่งแต่เดิมระบบการรับสัญญาณโทรทัศน์ในบ้านเราใช้เป็นระบบอะนาล็อก โดยระบบดิจิตอลมีจุดเด่นกว่าระบบอนาล็อกทั้งในด้านความคมชัดของภาพและเสียง และการส่งข้อมูลแบบดิจิตอลสามารถส่งข้อมูลได้มากกว่าแบบเดิม (Multicasting) ซึ่งตอนนี้หลายๆ ประเทศได้ทำการพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณดิจิตอลไปอีกระดับแล้วครับ เช่น โทรทัศน์จอกว้าง ( WIDE SCREEN )โทรทัศน์ความคมชัดสูง ( HDTV ) ในขณะที่ระบบอะนาล็อกไม่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพได้ ซึ่งระบบสัญญาณดิจิตอล ( กล่องทีวีดิจิตอล ) เกิดขึ้นมาจากการนำระบบคอมพิวเตอร์นำมาพัฒนาใช้ในการช่วย โทรทัศน์ แล้วจึงได้มีการปรับปรุงโทรทัศน์ให้ใช้ระบบดิจิตอลด้วย

แล้วทำยังไงเราถึงจะดู Digital TV ได้ล่ะ ?

1. ใช้กล่องรับสัญญาณ Digital TV , กล่องทีวีดิจิตอล หรือ ( Set Top Box ) ที่สามารถรับสัญญาณ DVB-T2 ได้ ข้อดีคือไม่ว่าคุณจะใช้ทีวีรุ่นไหนก็ตาม CRT / LCD TV / LED TV / PLASMA TV จะเก่าจะใหม่ ก็สามารถดูได้หมดยกตัวอย่าง ถ้าทีวีมีช่องต่อ HDMI ก็ใช้ต่อผ่านช่องนี้เพื่อรับชมด้วยสัญญาณดิจิทัลได้เลย ถ้าเป็นจอแก้วรุ่นเก่าใช้ช่องต่อ AV แดงขาวเหลือง ตัวกล่องก็จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากดิจิทัลเป็นอนาล็อกเพื่อเข้าทีวีรับชมได้เหมือนกัน

2. ใช้ทีวีที่มี Digital Tuner แบบ DVB-T2 ในตัว ในปัจจุบันทีวีที่วางขายส่วนมากจะมีแต่แบบ DVB-T ซึ่งไม่สามารถใช้ร่วมกับมาตรฐานแบบ DVBT2 ได้

กล่องทีวีดิจิตอล

กลไกการทำงาน เป็นระบบการรับส่งสัญญาณภาพและเสียงที่มีข้อมูลที่มีการเข้ารหัสเป็นดิจิตอล ทีมีค่า “0” กับ “1” เท่านั้น โดยมีกระบวนการต่าง ๆ ที่จะทำการแปลงสัญญาณภาพและเสียงให้เป็น ดิจิตอล มีการบีบอัดข้อมูล ทำการเข้ารหัสข้อมูล ก่อนที่จะทำการมอดูเลตข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้ เพื่อส่งผ่านตัวกลางไปสู่ผู้รับปลายทาง ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับโทรทัศน์ระบบอะนาล็อก เมื่อสัญญาณดิจิตอลถูกส่งมายังเครื่องรับโทรทัศน์ จะผ่านกระบวนการบีบอัดข้อมูลสัญญาณดิจิตอล โดย MPEG-2 หรือ MPEG-4 ทำการถอดรหัส

หลังจากนั้นสัญญาณจะถูกส่งไปยังหลอดภาพ แล้วหลอดภาพจะยิงลำแสงออกไปยังหน้าจอโทรทัศน์ ทำให้เกิด Pixel (จุดภาพ) บนจอภาพ ซึ่งในระบบ HDTV นั้นจะให้ภาพที่มีความละเอียดของ Pixel สูงกว่าโทรทัศน์ทั่วไปมาก จึงทำให้ภาพที่ออกมามีความคมชัด ละเอียด และไม่มีการกระพริบของสัญญาณภาพ ลักษณะการยิงลำแสง แบ่งได้ 2 แบบ คือ Interlaced Scanning และ Progressive Scanning

  • 480i/576i (SDTV) เป็นสัญญาณโทรทัศน์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นแบบดิจิทัล
  • 480p/576p (EDTV) เป็นโทรทัศน์ที่มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น (Enhanced Definition Television) หรือEDTV ที่ให้ภาพชัดเจนใกล้เคียงกับ HDTV ซึ่งดีกว่าที่รับชมกันในขณะนี้และทุกวันนี้สามารถ เล่นแผ่นดีวีดีทั้งหมดกับ EDTV ได้
  • 720p (HDTV) เป็น HDTV format ที่ให้คุณภาพใกล้เคียงกับ
  • 1080i แต่ก็ยอมให้ส่งสัญญาณ 480p ได้ด้วย 1080i (HDTV) เป็น HDTV image ที่มีคุณภาพของภาพที่คมชัดซึ่งเป็นแบบที่ผู้ให้บริการโทรทัศน์ใช้อยู่

อย่างไรก็ตาม การที่จะรับและส่งข้อมูลข่าวสารมีได้หลายวิธี แต่การที่จะรับและส่งข้อมูลได้ดีคือการที่ผู้รับสามารถรับข้อมูลได้ทั้งภาพและเสียง การแพร่ภาพโทรทัศน์เป็นการส่งข้อมูลอีกวิธีหนึ่งที่สามารถที่ให้ผู้รับได้ทั้งข้อมูลทางภาพและทางเสียงเหมือนกับแหล่งที่มา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ การแพร่ภาพโทรทัศน์แบบแอนะล็อก และการแพร่ภาพโทรทัศน์แบบดิจิตอล ซึ่งการแพร่ภาพในแต่ละประเภทสามารถรับและส่งข้อมูลได้หลายแบบ เช่น การส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิล การส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม และ การส่งสัญญาณภาคพื้นดิน ซึ่งอาจจะมากจากการถ่ายทอดสดหรือจากการบันทึกเทปไว้

Categories
Uncategorized

ทำไม Xiaomi ถึงขายมือถือ อาทิ mi10t Pro ราคาถูกได้?

ทำไม Xiaomi ถึงขายมือถือ อาทิ mi10t Pro ราคาถูกได้? คงเป็นถามที่ใครหลายคนสงสัย ที่ Xiaomi กล้าขายมือถือ อาทิ mi10t Pro ราคาไม่แพง มีเหตุหลักอยู่ประมาน 3 ประเด็น อันดับแรกกำไรส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการขายมือถือ ก่อนอื่นเรามาเข้าใจวิธีหารายได้ของ Xiaomi กันก่อน Lei Jun วีอีโอ Xiaomi เคยประกาศเอาไว้ภายในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์เอาไว้ว่า ทาง Xiaomi จะไม่เอากำไรเกิน 5% จากผลิตภัณฑ์ประเภทฮาร์ดแวร์ที่ Xiaomi วางจำหน่าย เพื่อให้ผู้ใช้ รวมถึง Mi Fans สามารถจับต้องผลิตภัณฑ์ของ Xiaomi ได้ง่ายขึ้น

mi10t Pro

ดังนั้น วิธีการหารายของแบรนด์ Xiaomi จะเน้นไปที่โฆษณาแทน ซึ่งจะเห็นได้จากการที่สมาร์ทโฟน Xiaomi มีการฝังโฆษณามากับแอปพลิเคชันที่อยู่ในระบบปฏิบัติการ MIUI ด้วย ไม่ว่าจะเป็น แอปฯ Theme หรือ แอปฯ ทำความสะอาดเครื่อง แม้ว่าโฆษณาเหล่านี้จะมีออพชันให้สามารถเลือกปิดได้ แต่ทาง Xiaomi ก็เลือกที่จะเลือกเปิดให้สมาร์ทโฟนรับโฆษณาเป็นค่าเริ่มต้น (Default)

นอกจากโฆษณาแล้ว อีกหนึ่งวิธีที่ Xiaomi ใช้หารายได้ด้วยก็คือ บริการ (Services) โดยจะเห็นได้จากการวางจำหน่าย ธีมพรีเมียม (แม้ในช่วงหลัง Xiaomi จะปรับให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดธีมแบบพรีเมียมมาใช้ได้ฟรี แต่ก็จำเป็นต้องดูโฆษณาเพื่อดาวน์โหลดอยู่ดี), วอลเปเปอร์, ริงโทน ไปจนถึงบริการ Mi Cloud VIP ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บไฟล์ต่างๆ บนคลาวด์ได้จากมือถือ Xiaomi และไฟล์เหล่านั้นสามารถดาวน์โหลดกลับมาใช้ได้ตลอดแม้ว่าเราจะเปลี่ยนไปใช้ Xiaomi เครื่องอื่นแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ Xiaomi ไม่เน้นโฆษณามาก แต่เน้นทำตลาดแบบปากต่อปาก แม้ในระยะหลังเราอาจเห็นโฆษณา Xiaomi ตามสื่อต่างๆ บ้าง เช่น โปสเตอร์บนรถไฟฟ้า หรือโทรทัศน์ แต่สิ่งที่เราจะเห็นได้ก็คือ Xiaomi จะใช้เคมเปญโปรโมทสินค้าหนักๆ หรือยิ่งใหญ่ โดยจะสังเกตเห็นได้ว่า สินค้า Xiaomi มักจะไม่มีพรีเซนเตอร์ หรือ Brand Ambassdor แต่สินค้าส่วนใหญ่จะเน้นทำตลาดแบบปากต่อปาก เน้นการทำไวรัล ซึ่งถือว่าเป็นโฆษณาที่ค่อนข้างแพร่กระจายในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว และใช้งบประมาณที่ไม่สูงมากนัก

หากเราย้อนกลับไปดูผลิตภัณฑ์รุ่นก่อนๆ จะเห็นได้ว่า Xiaomi มักจะใช้การตลาดในลักษณะดังกล่าวมาโดยตลอด อย่างเช่น ในรุ่น Redmi 7 ที่มีโชว์ความแข็งแกร่งของงานประกอบ ด้วยการวางมือถือกับพื้น แล้วให้คนเดินมาเหยียบ และกระทืบซ้ำ ไปจนถึงการนำมือถือไปทุบลูกวอลนัทจนแตกเป็นเสี่ยงๆ นอกจากนี้ Xiaomi ยังเลือกใช้โปรโมชันส่งเสริมการขายที่มอบของแถมมูลค่าสูงให้กับผู้ที่สั่งซื้อสินค้ากับ Xiaomi เพื่อให้มีการกล่าวถึงในวงกว้าง ยกอย่างเช่น การแถม Nintendo Switch เครื่องเล่นเกมพกพาที่มีมูลค่าเกือบหนึ่งหมื่นบาท ให้กับผู้ที่พรีออเดอร์ Mi 10T Pro ซึ่งแม้ว่าของแถมเหล่านี้จะมีจำนวนจำกัด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการจุดกระแสที่ค่อนข้างได้ผลทีเดียว

อีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยแพร่กระจายการตลาดแบบปากต่อปากของ Xiaomi ได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือเหล่า Mi Fans ที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด ซึ่งเราจะเห็นได้จากการทำแคมเปญ Mi Explorer ที่มอบสิทธิให้กับ Mi Fans ในการได้ทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่เปิดตัวเป็นกลุ่มแรกๆ ไปจนถึงการเปิด Mi Community ที่ให้เหล่าผู้ใช้ Xiaomi มาพูดคุยเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ MIUI ได้โดยตรง และ Xiaomi ก็จะนำ feedback เหล่านั้นกลับมาพัฒนาระบบปฏิบัติการ MIUI ให้มีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้คอมมูนิตี้ของ Xiaomi ดูเป็นกันเอง และมีความแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน

3.ไม่ได้ขายมือถืออย่างเดียว ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า Xiaomi ไม่ได้วางจำหน่ายเพียงแค่สมาร์ทโฟนอย่างเดียว แต่ยังมีการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภท Smart Home, Gadgets และ IoT ด้วย เช่น ตู้ปลาอัจฉริยะ, หม้อหุงข้าว, เครื่องดูดฝุ่น, หูฟังไร้สาย, เครื่องฟอกอากาศ, เครื่องชั่งน้ำหนัก ฯลฯ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางการหายรายได้ให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสินค้าเหล่านี้ที่ Xiaomi วางจำหน่ายก็สามารถเชื่อมต่อ และทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ของตนเองได้ไม่แพ้กับ Ecosystem ของแบรนด์ใหญ่อย่าง Samsung หรือ Apple

Categories
Uncategorized

เหตุผลที่จะบอกคุณว่าทำไมควรเลือก mi10t Series

สมาร์ทโฟนเรือธงที่คุ้มค่ามากที่สุดรุ่นหนึ่ง คือ “Mi 10T Pro และ mi10t ” และนี่คือเหตุผลที่จะบอกคุณว่าทำไมควรเลือก Mi 10T Pro และ Mi 10T เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องเก่งของคุณ

หมดปัญหาถ่ายภาพได้ไม่คมชัด ด้วยกล้องความละเอียดสูงระดับ 108 ล้านพิกเซล เมื่อการถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอเก็บช่วงเวลาประทับใจเพื่อแชร์ลงโซเชียลกลายมาเป็นวิถีของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน เชื่อว่าทุกๆ คนต้องเคยเจอปัญหาถ่ายภาพได้ไม่คมชัด จับโฟกัสช้าไม่ทันวินาทีที่ต้องการ จนถึงการถ่ายภาพในที่แสงน้อยที่เก็บรายละเอียดได้ไม่ครบ แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเมื่อเลือกใช้สมาร์ทโฟนที่มากับเทคโนโลยีขั้นสูงที่รวมความสามารถของเซ็นเซอร์กล้องความละเอียดสูง และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้าไป

mi10t

ทำให้ mi10t Series ได้เข้ามาแก้ปัญหาเหล่านั้น ด้วยการผสมผสานความสามารถของกล้องหลัก ความละเอียดสูงระดับ 108 ล้านพิกเซล f/1.69 เข้ามา ช่วยให้สามารถเก็บภาพที่ความละเอียดชัดเจน จนถึงการถ่ายภาพในที่แสงน้อย เมื่อทำงานร่วมกับ AI จะช่วยให้ภาพที่ได้คมชัด รวมถึงมีฟีเจอร์สนุกๆ เข้ามาให้ใช้งานมากมายให้เลือกสรร

เล่นเกมหรือดูหนังได้ไม่สะดุด ด้วยหน่วยประมวลผลที่ทรงพลังและหน้าจอการแสดงผลที่คมชัด การใช้งานสมาร์ทโฟนเพื่อเล่นเกมและความบันเทิงต่างๆ ได้กลายมาเป็นกิจวัตรประจำวันที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าถ้าเครื่องไม่แรงพอ เกมที่เล่นกระตุกหรือแสดงผลได้ไม่ลื่นไหล ก็จะทำให้ประสบการณ์ในการใช้งานไม่ดีเพียงพอ การมีหน่วยประมวลผลที่ทรงพลัง และการเชื่อมต่อที่รวดเร็วจะเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป ด้วยเหตุนี้ ทั้ง Mi 10T และ Mi 10 T Pro จึงเลือกนำชิปเซ็ต Qualcomm® Snapdragon 865 ™ และมีหน่วยประมวลผลกราฟฟิก Adreno 650 หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาด 8GB และ 12GB หน่วยความจำภายใน (ROM) UFS3.1 ขนาด 128GB และ 256GB ซึ่งเป็นที่สุดของอุตสาหกรรมมาให้ใช้งานในกลุ่มแอนดรอยด์เรือธงเวลานี้

เมื่อตัวเครื่องแรง เล่นเกมได้ลื่นไหลแล้ว อีกปัจจัยที่มีผลอย่างมากในการใช้งานสมาร์ทโฟนคือหน้าจอ ในสมาร์ทโฟน Mi 10T Series ที่มีจอแสดงผลขนาด 6.67 นิ้ว ซึ่งนอกจากความละเอียดหน้าจอที่เป็นแบบ Full HD+ 2400 x 1080 พิกเซล ที่รองรับอัตราการแสดงผล (Refresh Rate) สูงสุดที่ 144Hz รองรับขอบเขตสี DCI-P3 98% ให้ความสว่างหน้าจอสูงสุด 650 nits ทำให้ใช้งานได้ในทุกสภาพแสงแล้ว เครื่องรุ่นนี้ยังมากับการแสดงผลแบบ AdaptiveSync ที่ปรับการแสดงผลหน้าจอให้สัมพันธ์กับคอนเทนต์ ได้ถึง 7 ระดับ ตั้งแต่ 30Hz ไปจนถึง 144Hz ดังนั้น ไม่ว่าใช้งานอีบุ๊ก สตรีมวิดีโอ เล่นเกม จนถึงไถฟีดโซเชียลมีเดีย ก็จะได้การแสดงผลที่ให้รายละเอียดคมชัดมากที่สุด

ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เมื่อใช้งานไหลลื่นดีทุกอย่าง แต่จะมาสะดุดเพราะแบตหมดเร็วก็คงไม่ใช้สมาร์ทโฟนในฝันของใครหลายๆ คนแน่ๆ ดังนั้นแบตเตอรี่จึงเป็นสิ่งปัจจัยที่ทำให้ Mi 10T Series โดดเด่นเช่นกัน เพราะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5000mAh ทำให้รองรับการใช้งานได้ต่อเนื่องตลอดวัน แม้จะใช้งานหนักแค่ไหนก็ตาม และในกรณีที่ต้องการชาร์จแบตเตอรี่ ด้วยเทคโนโลยี MMT (Middle Middle Tab) และกระบวนการชาร์จเร็วแบบมีสาย 33W อันรวดเร็วที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ ทำให้สะดวกยิ่งขึ้น ทำให้สามารถชาร์ตแบตเตอรี่จนเต็มได้ในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง และที่สำคัญแถมอะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 33W มาให้ในกล่องด้วย

คุ้มค่าที่สุดในสมาร์ทโฟนระดับสเปคเรือธง ถ้าดูถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทำมาใช้งานใน Mi 10T Series ข้างต้นแล้วต่างเป็นเทคโนโลยีระดับสูงที่หลายแบรนด์มักจะเลือกใช้งานกับเครื่องระดับไฮเอนด์ที่มีราคาสูง ซึ่งแน่นอนว่าด้วยวิสัยทัศน์ของเสียวหมี่ ที่ต้องการให้ผู้บริโภคทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีในราคาที่จับต้องได้ทำให้ Mi 10T Series ราคาเริ่มต้นที่ 12,990 บาท เท่านั้น จึงกลายเป็นรุ่นที่คุ้มค่ามากที่สุดในช่วงระดับราคานี้ก็ว่าได้ เมื่อเห็นถึงเหตุผลเหล่านี้แล้ว ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า Mi 10T Pro และ Mi 10T เป็นสุดยอดสมาร์ทโฟนที่ใครได้เป็นเจ้าของต้องตกหลุมรักและทำให้คุณตัดสินใจซื้อได้ไม่ยากแน่นอน